Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มอบเงิน 300,000 บาท ให้แก่จำเลย เพราะจำเลยอ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงานตำรวจยศระดับพลตำรวจตรี 2 คน เพื่อช่วยเหลือให้บุตรสาวโจทก์สามารถสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่าบุตรสาวโจทก์จะเข้ารับราชการตำรวจได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือก โดยการสอบคัดเลือกเป็นระเบียบแบบแผนของทางราชการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบได้โดยเสรีและที่สำคัญการจัดการสอบจะต้องยุติธรรมเพื่อที่ทางราชการจะได้คนมีความสามารถ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน หากมีการช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้สามารถสอบผ่านแสดงว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 143 และ 341

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ให้ประทับฟ้อง ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำคุก 1 ปี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติโดยโจทก์กับจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ประมาณเดือนเมษายน 2555 โจทก์ไปให้แพทย์แผนโบราณรักษาโรคโดยการฝังเข็มที่บ้านของจำเลย จำเลยบอกโจทก์ว่ารู้จักตำรวจยศพลตำรวจตรี 2 คน ที่สามารถช่วยเหลือให้นางสาวรัตนาภรณ์ บุตรโจทก์ที่สมัครสอบเข้ารับราชการตำรวจให้สอบเข้ารับราชการได้ โดยจำเลยจะเป็นคนกลางติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว แต่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 300,000 บาท โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นข้าราชการครู ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคันพะลาน ตำบลคันพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี จึงหลงเชื่อ ต่อมาในวันที่ 17 เมษายน 2555 โจทก์มอบเงินงวดแรกจำนวน 150,000 บาท ให้แก่จำเลย

งวดที่ 2 มอบเงินจำนวน 150,000 บาท ให้แก่นางอ๊อฟน้องจำเลย แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศผลการสอบปรากฏว่า นางสาวรัตนาภรณ์สอบไม่ผ่าน จำเลยแจ้งโจทก์ว่ากำลังติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือ จนกระทั่งในเดือนธันวาคม 2556 จำเลยบอกโจทก์ว่าให้นางสาวรัตนาภรณ์ ไปรายงานตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เมื่อไปถึงไม่มีชื่อนางสาวรัตนาภรณ์อีก โจทก์ทวงถามจำเลยให้คืนเงิน จำเลยบอกว่าจะคืนให้ แต่ไม่คืน โจทก์จึงร้องเรียนต่อนายวัชรพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 2 อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ผู้บังคับบัญชาจำเลย นายวัชรพงศ์สอบถามโจทก์และจำเลยถึงเรื่องราวดังกล่าว

จำเลยยอมรับว่ารับเงินจากโจทก์และจะคืนให้ทั้งหมด แต่จำเลยก็ไม่คืน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ทราบว่าจำเลยจะนำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปจัดการอย่างไร แต่โจทก์ทราบดีว่าเหตุที่โจทก์มอบเงินจำนวน 300,000 บาท ให้แก่จำเลย ก็เพราะจำเลยอ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงานตำรวจยศระดับพลตำรวจตรี 2 คน เพื่อช่วยเหลือให้นางสาวรัตนาภรณ์ สามารถสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ ซึ่งโจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่านางสาวรัตนาภรณ์จะเข้ารับราชการตำรวจได้ต้องผ่านการสอบคัดเลือก โดยการสอบคัดเลือกเป็นระเบียบแบบแผนของทางราชการ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณสมบัติสามารถสมัครสอบได้โดยเสรีและที่สำคัญการจัดการสอบจะต้องยุติธรรมเพื่อที่ทางราชการจะได้คนมีความสามารถ

อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน หากมีการช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้สามารถสอบผ่านแสดงว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริต เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ · ประยูร ณ ระนอง · อารยา วิชิตชลชัย
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายวีระพงษ์ เสวกวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายปิ่น ศรีเมือง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2907/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2464/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ473/2558
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้