Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 208/2510

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยโอนขายนาพิพาทซึ่งมีเพียง ส.ค.1 ให้แก่ผู้ร้อง ตามสัญญาจะซื้อจะขายนั้น เป็นการบังคับโดยเฉพาะเจาะจงและสภาพแห่งหนี้เปิดช่องที่จะบังคับได้ จำเลยจะเลือกชำระหนี้เป็นอย่างอื่นมิได้ คำพิพากษานี้ย่อมมีผลให้ผู้ร้องได้รับสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของนาพิพาทโดยทันที แม้การชำระราคาที่ค้าง รวมทั้งการไถ่ถอนจำนองและการจดทะเบียนโอนขายนาพิพาทจะยังมิได้กระทำกัน โจทก์เพิ่งทำการยึดนาพิพาทภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีนั้น โจทก์จะอ้างว่า ผู้ร้องและจำเลยเพียงแต่มีสัญญาจะซื้อจะขายต่อกันซึ่งผู้ร้องยังไม่มีสิทธิอะไรในนาพิพาทหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ เนื่องจากจำเลยยอมรับใช้เงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์ ๑๓,๐๐๐ บาท ภายในกำหนด ๑ เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลได้พิพากษาตามยอมครบกำหนดจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงนำยึดที่ดิน ผู้ร้องร้องว่าที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยตามคดีแพ่งแดงที่ ๒๓๖,๒๓๗/๒๕๐๒ ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยได้ขายที่ดินรายนี้ให้แก่ผู้ร้องแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนการยึด

โจทก์ให้การว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยอยู่ตามคำพิพากษาของศาล จำเลยกู้และรับงินของโจทก์ไปเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๘ ต่อมาวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ จำเลยนำนาพิพาทไปทำสัญญาจะซื้อจะขายใหักับผู้ร้องทำให้โจทก์เสียเปรียบ ผู้ร้องยังค้างชำระราคาอยู่ ที่ดินยังคงเป็นของจำเลยขณะนำยึดจำเลยยังมิได้ทำการโอนขายให้แก่ผู้ร้องโดยเด็ดขาด ในวันนัดสืบพยานผู้ร้อง คู่ความรับกันว่าที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งแดงที่ ๒๓๖, ๒๓๗/๒๕๐๒ ซึ่งศาลฎีกาพากษาว่า โจทก์ (ผู้ร้องคดีนี้) มิได้เป็นผู้ผิดสัญญา ให้จำเลยรับเงินค่านาและไถ่ถอนการจำนองนาพิพาทจากสหกรณ์ แล้วโอนขายให้โจทก์ตามสัญญา เมื่อคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ฯ มีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอนนาพิพาทให้แก่ผู้ใด หลังจากศาลฎีกาพิพากษา ผู้ร้องในคดีนี้จึงชำระเงินค่าที่ดิน ๘,๑๕๐ บาทที่ค้างต่อศาล เพื่อให้จำเลยรับไปไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยยังมิได้รับเงินไป ที่พิพาทยังไม่มีการโอนและยังไม่ได้ไถ่ถอนจำนอง ผู้ร้องครอบคอรงที่พิพาทตลอดมา ส่วนประเด็นที่โจทก์อ้างว่าทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ เพราะโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาล จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไปเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๘ ต่อมาวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ จำเลยทำสัญญาจะซื้อขาย ให้ผู้ร้องนั้น ผู้ร้องรับว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หนังสือสัญญากู้ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๘ และสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ จริง ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยาน และนัดฟังคำพิพากษาวันรุ่งขึ้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิในที่พิพาท ข้อเท็จจริงไม่พอฟังว่าเป็นการทำให้เจ้าหนี้(โจทก์) เสียเปรียบ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าผู้ร้องได้ไปซึ่งสิทธิความเป็นเจ้าของที่นาพิาทแล้ว โดยผลแห่งคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๖,๒๓๗/๒๕๐๒ นับแต่วันฟังคำพิพากษาฎีกาเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๐๕ โจทก์ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์รายพิพาท พิพากษากลับ ให้โจทก์ปล่อยทรัพย์รายพิพาท ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ศาลชั้นต้นได้พิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๓๖,๒๓๗/๒๕๐๒ ว่า สัญญาจะซื้อขายนาพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยยังมีผลให้บังคับกันได้อยู่ ให้จำเลยรับเงินราคานาพิพาทที่ค้างอยู่อีก ๘,๑๕๐ บาท จากผู้ร้องและจัดการไถ่ถอนการจำนองนาพิพาทที่จำเลยทำไว้กับสหกรณ์ แล้วโอนขายให้ผู้ร้องตามสัญญา ซึ่งศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาพิพากษายืน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาผู้ร้องได้ครอบครองนาพิพาทมาตามสัญญาจะซื้อขาย ผู้ร้องได้นำเงิน ๘,๑๕๐ บาท มาวางศาล

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๖,๒๓๗/๒๕๐๒ ซึ่งให้จำเลยโอนขายนาพิพาทให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายนั้น เป็นการบังคับโดยเฉพาะเจาะจงและสภาพแห่งหนี้เปิดช่องที่จะบังคับได้ จำเลยจะเลือกชำระหนี้เป็นอย่างอื่นมิได้ ทั้งไม่อยู่ในบังคับแห่งเงื่อนเวลาที่ผู้ร้องจะยังบังคับไม่ได้อย่างใด นาพิพาทไม่มีโฉนด (มีแต่เพียง ส.ด.๑) และผู้ร้องก็เป็นผู้ครอบครองอยู่ คำพิพากษานี้ย่อมมีผลให้ผู้ร้องได้สิทธิเป็นเจ้าของนาพิพาทโดยทันที แม้การชำระราคาที่ค้าง รวมทั้งการไถ่ถอน จำนอง และการจดทะเบียน โอน ขายนาพิพาทจะยังมิได้กระทำกันก็ตาม ก็หามีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิของผู้ร้องเช่นนี้ประการใดไม่ โจทก์เพิ่งทำการยึดนาพิพาทภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๖, ๒๓๗/๒๕๐๒ คือ ภายหลังที่ผู้ร้องได้สิทธิดังกล่าวแล้วโจทก์จะอ้างว่าผู้ร้องและจำเลยเพียงแต่มีสัญญาจะซื้อจะขายต่อกันเท่านั้น ซึ่งผู้ร้องยังไม่มีสิทธิในนาพิพาทหาได้ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานหลักฐานของคู่กรณีในเรื่องที่โจทก์คัดค้านว่า การซื้อขายนาพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นการทำให้โจทก์เสียเปรียบเสร็จแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โพยม เลขยานนท์ · สวัสดิ์ พานิชอัตรา · อรุณ ตินทุกะสิริ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายแผ้ว ศิวะบวร
ศาลอุทธรณ์ - นายประเทือน ชลายน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้