คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าสินค้าเหล็กกล้าของจำเลยมีส่วนผสมตามฟ้องนั้นได้มาจากหลักฐานอะไร จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมและคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่1 ธันวาคม 2517 จำเลยได้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร โดยสำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าว่า เป็นสินค้าคาร์บอนสตีล ราวน์ บาร์ล โลหะเหล็กกล้าชนิดแอลลอยประเภทพิกัดที่73.15 ง. เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้ผ่านใบขนสินค้าและรับชำระอากรขาเข้า ภาษีการค้ากับภาษีบำรุงเทศบาลไว้ตามเอกสารหมายจ.1 และตรวจปล่อยสินค้าให้แก่จำเลยแล้ว
ต่อมาในปี พ.ศ. 2518จำเลยนำสินค้าโลหะเหล็กกล้าชนิดแอลลอยเข้ามาในราชอาณาจักรอีกเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ยกเรื่องที่จำเลยเสียภาษีอากรครั้งก่อนในประเภทพิกัดที่ 73.15 ง. ว่าไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเสียในประเภทพิกัดที่73.1ได้มีการเสนอเรื่องไปตามกองที่เกี่ยวข้อง จนในที่สุดกรมศุลกากรโจทก์ที่ 1 ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2518ให้จำเลยเสียภาษีอากรในประเภทพิกัดที่ 73.15 ง. และส่งเรื่องไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บภาษีอากรสินค้าชนิดนี้ตามประเภทพิกัดดังกล่าว แต่กองวิเคราะห์สินค้าได้ยกเรื่องขึ้นทักท้วงว่าคำสั่งของกรมศุลกากรที่สั่งให้จัดเก็บภาษีในประเภทพิกัดดังกล่าวไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องจัดเก็บในประเภทพิกัดที่ 73.10 จึงมีการสอบถามไปยังสภาความร่วมมือทางศุลกากรที่กรุงบรัสเซลล์ประเทศเบลเยี่ยม แล้วเสนอรายงานไปยังคณะกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร ซึ่งมีมติให้จัดสินค้าดังกล่าวเข้าในประเภทพิกัดที่73.10 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2524 กองพิกัดอัตราศุลกากรจึงได้ส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บภาษีอากรตามมติของคณะกรรมการ และกรมศุลกากร
โจทก์ที่ 1 ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งเดิมโดยให้จัดเก็บใหม่ในประเภทที่ 73.10 ต่อมาวันที่9 พฤศจิกายน 2526 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ได้แจ้งให้จำเลยนำเงินค่าภาษีอากรไปชำระเพิ่มตามเอกสารหมาย จ.7 แต่จำเลยไม่ชำระมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระภาษีอากรเพิ่มขึ้นตามฟ้องหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้โจทก์ที่ 1 จะมีอำนาจเรียกเก็บอากรขาเข้าให้ถูกต้องตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 10 วรรคสองซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าค่าภาษีที่ได้เสียไว้ไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่จะต้องเสียจริง กรมศุลกากรมีสิทธิเรียกเก็บส่วนที่ขาดจนครบ ฯลฯ"และตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2503 มาตรา 7 บัญญัติว่า"การสำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าและใบขนสินค้าขาออกนั้น มิให้ถือว่าบริบูรณ์ นอกจากจะสำแดงประเภทของและเกณฑ์ปริมาณที่ต้องใช้ในการเก็บอากรให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่จำแนกและกำหนดไว้ในพิกัดอัตราอากรแนบท้ายพระราชกำหนดนี้" ก็ตาม แต่สินค้าของจำเลยรายพิพาทซึ่งจำเลยได้นำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2517 และจำเลยได้สำแดงรายการในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าซึ่งเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ผ่านใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าและรับชำระอากรขาเข้า
ภาษีการค้ากับภาษีบำรุงเทศบาลแล้วตามเอกสารหมาย จ.1 จนกระทั่งจำเลยได้นำสินค้าที่เรียกชื่ออย่างเดียวกันเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อประมาณต้นปี 2518 จึงได้มีการยกเรื่องการเสียภาษีในสินค้ารายพิพาทว่า ที่สินค้ารายพิพาทเสียภาษีในพิกัด 73.15 ง.นั้นไม่ถูกต้องที่ถูกต้องเสียภาษีในพิกัด 73.10 แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการวิเคราะห์สินค้ารายพิพาทแต่อย่างใด คงปรากฏแต่จากคำเบิกความของนายสุชัย พูนพานิชผลหัวหน้าหน่วยตรวจสอบพิกัดพยานโจทก์เพียงว่า โจทก์ที่ 1 ได้ชักตัวอย่างสินค้าที่จำเลยนำเข้าในปี 2518 มาตรวจสอบเท่านั้นการวิเคราะห์ตามเอกสารหมาย จ.4 ก็เป็นการวิเคราะห์เฉพาะสินค้ารายที่นำเข้าในปี 2518 เท่านั้น ซึ่งผลของการวิเคราะห์สินค้าตามเอกสารหมาย
จ.4 ก็ปรากฏผลแต่เพียงว่า "เห็นควรจัดเหล็กรายนี้เข้าประเภทที่ 73.10" การวิเคราะห์สินค้าดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นการวิเคราะห์สำหรับสินค้าที่นำเข้าในปี 2518 หาได้มีการวิเคราะห์สินค้ารายพิพาทไม่ ดังนั้น จึงนำเอาผลการวิเคราะห์สินค้าที่จำเลยนำเข้าในปี 2518 ไปใช้ถึงสินค้ารายพิพาทด้วยไม่ได้ทั้งไม่ปรากฏว่าสินค้าทั้งสองรายเป็นสินค้าในพิกัดประเภทเดียวกัน แม้การวิเคราะห์สินค้าที่นำเข้าครั้งหลังนี้จะผ่านคณะกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร และมีการให้ยกเลิกคำสั่งของโจทก์ที่ 1ซึ่งสั่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2518 ที่ให้จัดสินค้ารายพิพาทอยู่ในพิกัดประเภทที่ 73.15 ง. ก็หาอาจถือเอาโดยปริยายว่าเป็นการวิเคราะห์สินค้ารายพิพาทด้วยได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าสินค้ารายพิพาทเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 73.10ซึ่งจำเลยได้เสียภาษีไว้ไม่ครบถ้วนจึงไม่มีภาษีที่ขาดที่จะให้โจทก์ที่ 1 เรียกเก็บเพิ่มได้อีกตามฟ้อง ดังนั้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองในปัญหาอื่นต่อไปอีก..."
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน