Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 209/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 ทำงานกับจำเลยโดยทำสัญญาจ้างเป็นปี ๆ เริ่มทำสัญญาครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2530 ต่อมาในปี 2533 สัญญาจ้างลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 ระบุว่าสัญญาจ้างมีกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงานตามสัญญาและมีข้อความตอนท้ายสัญญาว่าเริ่มวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2533 ซึ่งมีความหมายชัด อยู่ในตัวแล้วว่าคู่สัญญาให้สัญญามีผลเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2533เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของสัญญา มิใช่จำเลยให้โจทก์ที่ 1 ออกจากงาน ปลดออกจากงาน หรือไล่ออกจากงานตามความหมายของประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่อง คุ้มครองแรงงาน(ฉบับที่ 11) ข้อ 46 วรรคสอง จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้าง โจทก์ที่ 1ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ได้ทำงานเนื่องจากจำเลยได้จัดตารางทำงานให้ อ. ทำงานแทนโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2534 แล้ว โจทก์ที่ 2 ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 2 ขอลาออกจากการทำงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2533 ให้มีผลวันที่ 3 พฤศจิกายน 2533 จำเลยไม่อนุมัติให้โจทก์ที่ 2 ลาออก โจทก์ที่ 2 ไม่มาทำงานในวันที่4 พฤศจิกายน 2533 จนถึงเดือนมกราคม 2534 จึงเป็นการหยุดงานที่ไม่มีเหตุสมควร เป็นการละทิ้งหน้าที่นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยค่าล่วงเวลาที่จ่ายขาด ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีกับคืนเงินค้ำประกันแก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายของเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์ที่ 1ได้ออกจากงานไปเองเนื่องจากสัญญาจ้างสิ้นสุดลงและโจทก์ที่ 1ไม่ทำสัญญากับจำเลยต่อไป ส่วนการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2534 เพราะโจทก์ที่ 2 ขาดงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลย สัญญาจ้างฉบับสุดท้ายที่โจทก์ที่ 1 ทำกับจำเลย

ปรากฏว่าลงวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2533 สัญญาจะครบ 1 ปี คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534จำเลยขีดฆ่าตารางวันทำงานของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์2534 หรือไม่จัดให้ทำงาน จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 ไม่มีความผิด จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย และจำเลยสั่งให้โจทก์ที่ 1 ทำงานเกินเวลาในวันทำงานปกติและวันหยุดตามตารางวันทำงานที่จำเลยจัดให้ทำงาน จำเลยได้ให้โจทก์ที่ 1 ทำงานโดยพักช่วงทำงานวันละ 30 นาทีจำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้าง โจทก์ที่ 2 ไม่ได้ทำงานตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2534 เนื่องจากจำเลยได้จัดตารางวันทำงานให้นางอำนวยทำงานแทนโจทก์ที่ 2 และ โจทก์ที่ 2ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 โดยไม่มีความผิดจำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชย

โจทก์ที่ 2 ได้ทำงานเกินเวลาทำงานปกติและทำงานในวันหยุดเกินเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาและจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่โจทก์ที่ 2และโจทก์ที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้ทำความเสียหายแก่จำเลยจำต้องคืนเงินค้ำประกันความเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 49,800 บาท, 24,000 บาท ค่าล่วงเวลาเป็นเงิน 9,178.44 บาท, 10,195.85 บาท ค่าล่วงเวลาในวันหยุดเป็นเงิน 2,900.15 บาท, 4,320 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2ตามลำดับ และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ให้โจทก์ที่ 1 ทำงานโดยให้พักระหว่างทำงานวันละไม่ถึงชั่วโมงอีกเป็นเงิน 8,650.18 บาทกับให้จำเลยคืนเงินค้ำประกันความเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าโจทก์ที่ 1 ทำงานกับจำเลยโดยทำสัญญาเป็นปี ๆ เริ่มทำสัญญาครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2530 สัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่ 1กุมภาพันธ์ ของทุกปี ในปี 2533 ได้ต่อสัญญาจ้างล่าช้า โดยทำสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 แต่ตอนท้ายของสัญญาจ้างดังกล่าวก็ระบุให้สัญญาจ้างมีผลย้อนไปเริ่มในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2533ตามเอกสารหมาย ล.2 หรือ จ.2 แผ่นที่ 2 สัญญาจ้างจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534 เมื่อโจทก์ที่ 1 ไม่ยอมต่อสัญญาถือว่าสัญญาจ้างได้สิ้นสุดแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างดังกล่าวลงวันที่28 กุมภาพันธ์ 2533 สัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์2534 จำเลยจีดฆ่าตารางเวรทำงานของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 2กุมภาพันธ์ 2534 อันเป้นการเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 จึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น

เห็นว่า ตามสัยญาจ้างเอกสารหมาย ล.2 หรือ จ.2แผ่นที่ 2 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 ข้อ 9 ระบุว่า สัญญาจ้างมีกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงานตามสัญญา และมีข้อความตอนท้ายสัญญาต่อจากที่ระบุผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ 1กำหนดว่าเริ่มวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2533 ซึ่งมีความหมายชัดอยู่ในตัวแล้วว่าคู่สัญญาให้สัญญาให้สัญญามีผลเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 2กุมภาพันธ์ 2533 สัญญาฉบับดังกล่าวมีกำหนดหนึ่งปี วันสุดท้ายตามสัญญาจ้างคือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534 เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลง และโจทก์ที่ 1 ก็ไม่ประสงค์ทำสัญญาจ้างใหม่กับจำเลยอีก ซึ่งการเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานหมายถึงการที่นายจ้างให้ออกจากงาน ปลดออกจากงาน หรือไล่ออกจากงาน

อันเป็นลักษณะที่นายจ้างกระทำต่อลูกจ้างในขณะยังมีความสัมพันธ์ต่อกันตามสัญญาจ้างแรงงานแต่กรณีของโจทก์ที่ 1กับจำเลย เป็นซึ่งสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยผลของสัญญา มิใช่จำเลยให้โจทก์ที่ 1 ออกจากงานปลดออกจากงาน หรือไล่ออกจากงานตามความหมายของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 11)ที่แก้ไขใหม่ ข้อ 46 วรรคสอง จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้าง โจทก์ที่ 1ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำเลยอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์ที่ 2 ขอลาออกจากการทำงานกับจำเลยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2533 โดยให้มีผลวันที่ 3พฤศจิกายน 2533 จำเลยไม่อนุมัติให้โจทก์ที่ 2 ลาออกโจทก์ที่ 2ไม่มาทำงานในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2533 จนถึงเดือนมกราคม 2534จึงเป็นการหยุดงานที่ไม่มีเหตุสมควร เป็นการละทิ้งหน้าที่นั้นเห็นว่าศาลแรงงานกลางฟ้องข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ได้ทำงานเนื่องจากจำเลยได้จัดตารางทำงานให้นางอำนวยทำงานแทนโจทก์ที่ 2ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2534 แล้ว

โจทก์ที่ 2 ไม่ด้ละทิ้งหน้าที่อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้และที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองตกลงทำงานกับจำเลยเป็น 2 กะ จะปฏิบัติงานหมุนเวียนต่อเนื่องกันตามตารางเวรที่จำเลยได้กำหนดขึ้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองทำงานเกินเวลาปกติ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าล่วงเวลานั้น ในข้อนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยสั่งให้โจทก์ที่ 1 ทำงานเกินเวลาในวันทำงานปกติและวันหยุดตามตารางวันทำงานที่จำเลยจัดให้ทำ และฟังว่าโจทก์ที่ 2 ได้ทำงานเกินเวลาทำงานปกติและทำงานในวันหยุดเกินเวลาทำงานปกติของวันทำงาน

อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลิต ประไพศาล · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · ราเชนทร์ จัมปาสุต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2565

การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3100/2563

ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยมาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2563

จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกัน เพิ่งเลิกคบหากันก่อนเกิดเหตุเพียงหนึ่งเดือน ความสัมพันธ์ยังคงมีอยู่ไม่ถึงกับตัดขาดทีเดียว การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามหาผู้เสียหายที่ 2 ใน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้