Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2106/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บังคับให้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้กู้จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ โดยมิได้บังคับว่าต้องระบุชื่อผู้ให้กู้และผู้ให้กู้ต้องลงลายมือชื่อด้วย จำเลยเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินและลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้กับได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้ว แต่สัญญากู้เงินได้เว้นช่องผู้ให้กู้และกำหนดเวลาชำระเงินคืนไว้ เมื่อโจทก์เป็นผู้ให้กู้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะลงชื่อเพื่อเป็นหลักฐานในการนำคดีมาฟ้องร้องได้ ส่วนการที่โจทก์กรอกข้อความกำหนดชำระเงินคืนนั้น ข้อความดังกล่าวจะระบุไว้หรือไม่ก็ตาม ก็หามีผลให้หลักฐานการฟ้องร้องที่สมบูรณ์อยู่แล้วและบังคับแก่จำเลยได้เสียไปไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2534 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไป 70,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีและกำหนดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยในวันที่ 1 มกราคม 2535 แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยมิได้ชำระหนี้จึงขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญานับแต่วันกู้เงินจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 50,773 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 120,773 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 70,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้อง จำเลยทำให้ไว้แก่นางไพรวัลย์ อิมะนันทน์ เพื่อมอบให้นางฉวีวรรณหรือนางจันทร์นวล ซึ่งได้ตกลงกับจำเลยว่าจะเป็นผู้ให้กู้โดยยังไม่ได้กรอกชื่อผู้ให้กู้และได้ตกลงกันว่าจะกรอกข้อความเกี่ยวกับการชำระเงินกู้คืนในภายหลัง

การเขียนข้อความกำหนดเวลาชำระเงินกู้ในสัญญากู้เป็นการเพิ่มเติมข้อความในเอกสารโดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,773 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ลงชื่อไว้ในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 1 หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ จะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวบังคับให้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้กู้ จึงจะฟ้องบังคับคดีได้โดยมิได้บังคับว่าต้องระบุชื่อผู้ให้กู้และผู้ให้กู้ต้องลงลายมือชื่อด้วย เมื่อจำเลยเป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินและลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้แล้วย่อมฟ้องร้องบังคับคดีได้ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์หรือไม่

จำเลยนำสืบว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องใช้เงิน 70,000 บาท จำเลยปรึกษากับนางไพรวัลย์ อิมะนันทน์ นางไพรวัลย์บอกว่าจะไปขอยืมจากนางจันทร์นวล แรมวัน และนางฉวีวรรณศรีพันธ์วงค์ โดยให้จำเลยเขียนสัญญากู้เงินโดยเว้นช่องผู้ให้กู้และกำหนดเวลาชำระเงินคืนไว้ แต่ในที่สุดจำเลยไม่ได้กู้เงินนั้น เห็นว่า จำเลยยอมรับว่า มีความจำเป็นต้องใช้เงิน 70,000 บาท จึงขอให้นางไพรวัลย์ซึ่งเป็นอาหารแหล่งกู้เงินให้ เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยได้ลงชื่อไว้ในสัญญากู้เงินโดยระบุว่ากู้เงินไป 70,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 หากจำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เงินแล้ว จำเลยคงไม่ลงชื่อไว้ในสัญญากู้เงิน ซึ่งจำเลยเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์

มีการศึกษา ย่อมรู้ดีว่าการลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินมีผลให้ตนต้องผูกพันที่ต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไปแล้วจำนวน 70,000 บาท แม้จำเลยต่อสู้ว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินโดยเว้นช่องผู้ให้กู้และกำหนดเวลาชำระเงินคืนไว้ก็ตามและโจทก์ได้ลงชื่อในช่องผู้ให้กู้รวมทั้งกรอกข้อความในเอกสารโดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยนั้นเห็นว่า ในปัญหานี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 มิได้บังคับให้ผู้ให้กู้ต้องลงลายมือชื่อด้วย เมื่อผู้ใดเป็นผู้ให้กู้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะลงชื่อเพื่อเป็นหลักฐานในการนำคดีมาฟ้องร้องได้ ส่วนการกรอกข้อความกำหนดชำระเงินคืนนั้น ข้อความดังกล่าวจะระบุไว้หรือไม่ก็ตามก็หามีผลให้หลักฐานการฟ้องร้องที่สมบูรณ์อยู่แล้วและบังคับแก่จำเลยได้เสียไปไม่ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พีรพล จันทร์สว่าง · วิชัย ชื่นชมพูนุท · สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2568

แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 เป็นตารางจ่ายเงินกู้ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท ชำระเงินต้นงวดละ 29,200…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2162/2567

แม้จำเลยให้การรับว่าได้รับเงินโอนจากโจทก์แล้วทั้งยี่สิบครั้งและพิมพ์คำว่า "ตกลง" ในโปรแกรมไลน์ (LINE) ตามที่โจทก์ให้พิมพ์ แต่การรับของจำเลยเป็นการรับตามที่ปรากฏในฟ้องเท่านั้น จำเลยยังมีข้อต่อสู้ว่าการ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2567

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์เพียง 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หักดอกเบี้ยล่วงหน้า ได้รับเงินกู้เพียง 45,…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263/2567

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่"…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้