Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2118/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยร่วมบุตรโจทก์นำรถยนต์ของโจทก์พาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวสถานบันเทิงโดยจำเลยร่วมให้ ฉ. เป็นผู้ขับไปยังสถานบันเทิง ครั้นเลิกจากเที่ยวเมื่อเวลา 3 นาฬิกาของวันใหม่เปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 ขับกลับจากสถานบันเทิงแล้วเกิดเหตุ การที่จำเลยที่ 1 ออกจากบ้านไปเที่ยวและที่จำเลยร่วมยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของโจทก์พาจำเลยร่วมกับเพื่อน ๆ กลับจากเที่ยวสถานบันเทิงไม่มีพฤติการณ์ใดที่ส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 จะต้องไปทำหน้าที่ขับรถยนต์ของโจทก์แทน ฉ. การที่จำเลยที่ 1 อาสาขับรถยนต์โจทก์ตอนขากลับต้องถือว่าเป็นการสุดวิสัยของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาจะรู้เห็นได้ ถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่ในขณะนั้นแล้ว เพราะไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ให้ไปกระทำหรือรู้แล้วยังยอมให้กระทำดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 แต่หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ในฐานะบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 1 ได้ตกลงต่อหน้าพนักงานสอบสวนยินยอมชดใช้ค่าเสียหายในการละเมิดของจำเลยที่ 1 ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 มิได้ตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 จำเลยร่วมรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และมีอาการเมาสุรา การที่จำเลยร่วมนำรถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นมารดาออกไปให้จำเลยที่ 1 ขับไปเที่ยวเช่นนี้ ตามพฤติการณ์ต้องเล็งเห็นว่าจะต้องเกิดอุบัติภัยอย่างแน่แท้ จึงถือได้ว่าจำเลยร่วมมีส่วนก่อให้เกิดเหตุละเมิดในคดีนี้ด้วย จำเลยร่วมจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดนั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรอยู่ในความปกครองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ไปตามถนนรัชดาภิเษกจากสี่แยกพระราม 9 มุ่งหน้าไปสี่แยกรัชโยธินโดยความประมาทด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้รถยนต์พุ่งชนเกาะกลางถนนและพลิกคว่ำเสียหายทั้งคันจนใช้การไม่ได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 461,859.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 430,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันดังกล่าวตามคำสั่งของนางสาวอภันตรีบุตรโจทก์ด้วยความระมัดระวังจากถนนรัชดาภิเษกไปสี่แยกรัชโยธิน มีรถยนต์กระบะแล่นตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หลบจึงเสียหลักพุ่งขึ้นเกาะกลางถนนพลิกคว่ำ เป็นเหตุสุดวิสัยที่จะป้องกันได้ จำเลยที่ 1 มิได้ประมาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่ามีส่วนประมาทหรือไม่ระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่อย่างไรที่ทำให้จำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวอภันตรี ภัสสัตยางกูรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมให้การว่า วันเกิดเหตุจำเลยร่วมขออนุญาตนำรถยนต์ของโจทก์ไปใช้โดยให้นายฉัตรธนะ ปรีชาชาญ เป็นผู้ขับ ต่อมาจำเลยที่ 1 อ้างว่ามีความสามารถขับรถยนต์เป็นอย่างดีได้ขอขับรถยนต์แทนโดยจำเลยร่วมมิได้วานหรือใช้ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของโจทก์ด้วยความเร็วสูงไปตามถนนรัชดาภิเษกถึงที่เกิดเหตุซึ่งมีจุดกลับรถและมีรถยนต์กระบะกลับรถอยู่แล้ว แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชะลอกลับเร่งความเร็วเพื่อหลบรถยนต์กระบะเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหลักพุ่งชนเกาะกลางถนนพลิกคว่ำได้รับความเสียหายจำเลยร่วมมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดหรือละเมิด จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยร่วมให้รับผิด จำเลยทั้งสามเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเกินกำหนด 1 ปี จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยร่วมศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 280,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยร่วมจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ฉ - 8195 กรุงเทพมหานคร ตามสำเนารายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.13เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2535 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยร่วมได้ขออนุญาตนายนพเลิศน้องชายโจทก์นำรถยนต์คันดังกล่าวไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ เนื่องจากขณะนั้นโจทก์เดินทางไปทำธุรกิจต่างประเทศยังไม่กลับมา

หลังจากได้รถยนต์แล้วจำเลยร่วมได้ให้นายฉัตรธนะขับไปเที่ยวที่สถานบันเทิงย่านถนนรัชดาภิเษกโดยมีเพื่อนร่วมไปด้วย คือจำเลยที่ 1นายพรเทพ อนุพันธ์ และคนอื่นรวม 6 คน จำเลยร่วมกับเพื่อนเที่ยวสถานบันเทิงถึงเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันที่ 7 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวพาจำเลยร่วมกับเพื่อนกลับบ้าน ระหว่างทางรถยนต์เกิดพลิกคว่ำเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายตามภาพถ่ายหมาย จ.10...ปัญหาในประการที่สามที่ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยขับรถยนต์ของโจทก์ไปพลิกคว่ำเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของโจทก์ไปตามถนนรัชดาภิเษกถึงที่เกิดเหตุซึ่งอยู่เลยสี่แยกถนนรัชดาภิเษกตัดกับถนนลาดพร้าว

มีรถยนต์กระบะแล่นตัดหน้ากระทันหันโดยไม่ได้ให้สัญญาณไฟเลี้ยวเป็นเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะหยุดรถได้ทันท่วงที จึงต้องหักหลบไปทางขวาทำให้รถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำได้รับความเสียหาย เหตุละเมิดจึงเกิดจากรถยนต์กระบะมิใช่ความประมาทของจำเลยที่ 1 นั้น เกี่ยวกับปัญหานี้ จำเลยร่วมซึ่งนั่งมาในรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับเบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ขับมาถึงสี่แยกถนนรัชดาภิเษกตัดกับถนนลาดพร้าวได้หยุดรถเป็นคันแรกเพราะติดสัญญาไฟจราจรสีแดงเมื่อมองไปข้างหน้าเห็นรถยนต์ที่แล่นสวนทางมาได้เลี้ยวรถกลับตรงจุดกลับรถซึ่งอยู่ห่างจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 100 เมตร ครั้นได้ไฟจราจรสีเขียว จำเลยที่ 1 ขับรถเข้าช่องเดินรถขวาสุดด้วยความเร็วสูง

เมื่อขับไปถึงใกล้บริเวณจุดกลับรถยนต์ที่จอดรถเลี้ยวกลับรถนั้นได้เลี้ยวพ้นไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้เร่งความเร็วขึ้นอีกต่อจากนั้นรถยนต์เกิดเสียหลักพุ่งขึ้นบนเกาะกลางถนนจะชนเสาไฟฟ้าสาธารณะแต่จำเลยที่ 1 หักหลบไปทางซ้ายแล้วรถยนต์พลิกคว่ำตกลงไปในบริเวณที่มีการขุดถนนซ่อมผิวจราจร ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถของโจทก์ถึงสี่แยกดังกล่าวได้หยุดรถเนื่องจากมีสัญญาณไฟจราจรให้หยุดจากจุดที่จำเลยที่ 1 หยุดรถรอสัญญาณไฟจราจรมองไปข้างหน้าเมื่อพ้นสี่แยกไปแล้วทางด้านขวามือเห็นจุดกลับรถอยู่ห่างจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 50 เมตร ส่วนช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่ระหว่างขุดถนนก่อสร้างสะพานลอยและมีรถเครนจอดอยู่ห่างจากจุดที่จำเลยที่ 1 หยุดรถประมาณ 60 เมตร

เมื่อจำเลยที่ 1 ออกรถจากจุดที่รอสัญญาณไฟไปได้ประมาณ 20 เมตรเห็นรถยนต์กระบะสีขาวเลี้ยวรถกลับตรงจุดกลับรถแล้วไปจอดอยู่หลังรถเครน เมื่อจำเลยที่ 1 ขับต่อไปอีกประมาณ 5 เมตร จะถึงรถยนต์กระบะปรากฏว่า รถยนต์กระบะคันดังกล่าวหักรถล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ให้สัญญาณไฟ จำเลยที่ 1จึงหักหลบออกทางขวาและเสียหลักพุ่งขึ้นไปบนเกาะกลางถนนรถยนต์จะชนเสาไฟฟ้าจึงหักหลบกลับมาทางซ้ายเป็นเหตุให้เสียหลักตกไปในหลุมที่ขุดไว้เพื่อก่อสร้างสะพานลอย จากคำเบิกความของจำเลยร่วมและจำเลยที่ 1 แสดงว่าก่อนที่จำเลยที่ 1จะขับออกจากจุดที่รอสัญญาณไฟที่สี่แยกขณะนั้นทางข้างหน้าซึ่งอยู่ห่างออกไป 50 ถึง 60เมตร มีทั้งจุดที่ให้เลี้ยวรถกลับและมีรถเครนจอดอยู่

จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าทางข้างหน้าเหลือช่องเดินรถเพียง 1 ช่อง เท่านั้น ซึ่งโดยวิญญูชนธรรมดาแล้วในสภาวะเช่นนั้นผู้ขับรถจักต้องชะลอความเร็วของรถลงและต้องเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าหากจำเลยที่ 1 ออกรถจากจุดที่รอสัญญาณไฟโดยใช้ความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขณะรถยนต์กระบะล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ใช้ความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามที่เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยร่วมแล้วเห็นว่ารถยนต์ของโจทก์ไม่น่าจะได้รับความเสียหายตามสภาพที่เห็นในภาพหมาย จ.10ซึ่งปรากฏว่าเสียหายรอบทั้งคันรถ จำเลยที่ 1 จะต้องออกรถจากสี่แยกด้วยความเร็วครั้นขับไปถึงใกล้บริเวณจุดกลับรถแทนที่จะชะลอความเร็วจำเลยที่ 1 กลับเร่งความเร็วขึ้นอย่างแน่นอนดังที่จำเลยร่วมเบิกความ และในข้อนี้มีเหตุผลสนับสนุนเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องขับไปด้วยความเร็วสูง

กล่าวคือได้ความจากนายพรเทพที่เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยร่วมว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับเสียหลักชนเกาะกลางถนนโดยล้อหน้าด้านขวาขึ้นไปเกยบนเกาะกลางถนน ส่วนล้อหลังขวากระแทกกับขอบเกาะกลางถนนไถลไปจะชนเสาไฟฟ้า จำเลยที่ 1 จึงหักหลบมาทางซ้ายแล้วหมุน 2 ถึง 3 รอบ จากนั้นจึงพลิกคว่ำลงในหลุมที่ขุดเพื่อสร้างสะพานลอย หากจำเลยที่ 1 ขับด้วยความเร็วไม่สูงแล้วรถยนต์คงไม่ถึงกับหมุน 2 ถึง 3 รอบ หรือล้อรถเกยขึ้นไปบนเกาะกลางถนนดังกล่าวนอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกชูศักดิ์ ชาญกว้าง รองสารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินอันเป็นท้องที่ที่เกิดเหตุคดีนี้พยานโจทก์ซึ่งเบิกความว่า เมื่อดูตามสภาพความเสียหายของรถยนต์แล้ว

จำเลยที่ 1 จะต้องขับรถมาด้วยความเร็วสูงและจากการสอบถามจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะคันที่แล่นตัดหน้าแต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ตกใจจึงหักรถหลบกะทันหันแล้วเกิดพลิกคว่ำเห็นว่า การที่รถยนต์เกิดเสียหลักพลิกคว่ำนั้นมีเหตุผลเชื่อได้ว่าเกิดจากการขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ 1 ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อยู่ในวัยคึกคะนอง อีกทั้งก่อนเกิดเหตุก็ได้ดื่มสุรามาบ้างประกอบกับจำเลยที่ 1 ยังขับรถไม่ชำนาญ จะเห็นได้ว่ายังไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ขณะเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยขับรถยนต์ของโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดโดยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นปัญหาประการที่สี่มีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดในฐานะเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ในผลของการละเมิดคดีนี้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว กรณีผู้เยาว์ทำละเมิดบิดามารดาย่อมต้องรับผิดร่วมกับผู้เยาว์นั้นด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ตามข้อเท็จจริงคดีนี้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม2535 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยร่วมบุตรโจทก์นำรถยนต์ของโจทก์พาเพื่อน ๆไปเที่ยวสถานบันเทิง โดยในชั้นแรกจำเลยร่วมให้นายฉัตรธนะเป็นผู้ขับไปยังสถานบันเทิงครั้นเลิกจากเที่ยวเมื่อเวลา 3 นาฬิกา ของวันใหม่เพิ่งเปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 ขับตอนขากลับจากสถานบันเทิงแล้วเกิดเหตุที่จำเลยที่ 1 ออกจากบ้านไปเที่ยวและการที่จำเลยร่วมยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของโจทก์พาจำเลยร่วมกับเพื่อน

ๆ กลับจากเที่ยวสถานบันเทิงไม่มีพฤติการณ์ใดที่ส่อให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 จะต้องไปทำหน้าที่ขับรถยนต์ของโจทก์แทนนายฉัตรธนะ การที่จำเลยที่ 1 ได้อาสาขับรถยนต์โจทก์ตอนขากลับต้องถือว่าเป็นการสุดวิสัยของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาจะรู้เห็นได้ รูปคดีมีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่ในขณะนั้นแล้วเพราะไม่ได้ความเลยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ให้ไปกระทำหรือรู้แล้วยังยอมให้กระทำดังนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในผลของการละเมิดของจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ในผลแห่งละเมิดที่บุตรผู้เยาว์กระทำลงเพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงยังปรากฏต่อมาว่าในตอนเช้าวันเกิดเหตุนั้นเองจำเลยที่ 2 ในฐานะบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยที่ 1ได้ตกลงต่อหน้าพนักงานสอบสวนยินยอมชดใช้ค่าเสียหายในการเกิดเหตุครั้งนี้บางส่วนให้แก่เจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 ฉ

- 8159 กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับความเสียหายให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.14 ดังนี้ ข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 มิได้ตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 3ปัญหาฎีกาข้อสุดท้ายที่ว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใดนั้น ในข้อนี้โจทก์มีนายนพเลิศผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อรถยนต์มาเมื่อปี 2531 ในราคา 850,000 บาท ตามสำเนารายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.13ในขณะเกิดเหตุสามารถขายได้ในราคา 700,000 บาท เห็นว่า โจทก์ได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวมาแล้วประมาณ 5 ปี จึงไม่น่าจะขายได้ในราคา 700,000 บาท

เมื่อหักค่าเสื่อมราคาจากการใช้เป็นเวลา 5 ปี แล้วน่าจะคงเหลือราคารถยนต์ที่แท้จริงประมาณ 550,000บาท ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา เมื่อโจทก์ขายรถยนต์ให้แก่บุคคลภายนอกตามสภาพที่เสียหายภายหลังเกิดเหตุในราคา 270,000 บาท โจทก์คงได้รับความเสียหายเป็นเงินเพียง 280,000 บาท เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยค่าเสียหายไว้โดยละเอียดเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นปัญหาที่จำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดนั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตอนขาไปเที่ยวสถานบันเทิงจำเลยร่วมได้ให้นายฉัตรธนะเป็นผู้ขับรถพาจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 และเพื่อน ๆ ไป ขณะที่อยู่ในสถานบันเทิงปรากฏว่าตัวจำเลยร่วมก็เป็นผู้ยึดถือกุญแจรถยนต์ไว้ เวลาจะกลับก็น่าจะมอบให้นายฉัตรธนะเป็นผู้ขับรถกลับเช่นเดิม แต่จำเลยร่วมก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ และยังได้ความจากจำเลยร่วมว่า ก่อนจะกลับจากสถานบันเทิงจำเลยที่ 1 มีลักษณะอาการเมาสุราด้วย จำเลยร่วมน่าจะฉุกคิดถึงความปลอดภัยจึงไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยร่วมจะยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถกลับบ้าน ที่จำเลยร่วมอ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 แย่งเอากุญแจรถยนต์ไปนั้นก็มีแต่คำเบิกความของจำเลยร่วมที่อ้างลอย ๆ จึงไม่น่าเชื่อถือ เมื่อพิเคราะห์ถึงคำเบิกความของนายพรเทพพยานจำเลยทั้งสามซึ่งนั่งมาในรถยนต์น่าจะเป็นพยานคนกลางที่รู้เห็นได้ดีโดยพยานเบิกความว่าจำเลยร่วมเป็นผู้ถือกุญแจรถยนต์อยู่ก่อน

ต่อมากุญแจรถยนต์ไปอยู่ที่จำเลยที่ 1 พยานไม่เห็นจำเลยที่ 1 แย่งกุญแจรถยนต์จากจำเลยร่วม จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1ไม่ได้แย่งกุญแจรถยนต์ไปจากจำเลยร่วม และถึงแม้ว่าจำเลยที่ 1 แย่งกุญแจรถยนต์จริงแล้ว ก็เชื่อได้ว่าจำเลยร่วมต้องไม่ยอมและสามารถเอาคืนได้ เมื่อจำเลยร่วมเห็นอยู่แล้วว่าเพื่อน ๆ ของจำเลยร่วมรวมทั้งจำเลยที่ 1 ต่างก็เป็นผู้เยาว์ไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์การที่จำเลยร่วมนำรถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยร่วมออกไปให้เพื่อนขับไปเที่ยวเช่นนี้ ตามพฤติการณ์ต้องเล็งเห็นว่าจะต้องเกิดอุบัติภัยขึ้นอย่างแน่แท้ ตัวจำเลยร่วมก็นั่งคู่ไปกับจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถ จึงถือได้ว่าจำเลยร่วมมีส่วนก่อให้เกิดเหตุละเมิดในคดีนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้