Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2514

พ.ศ. 2514 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นสามี จำเลยที่ 2 เป็นภรรยา แต่ไม่ได้ จดทะเบียนสมรสกันจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์เพื่อซื้อบ้านมาอยู่อาศัยด้วยกันและซื้อทรัพย์สินอื่นมาใช้ร่วมกัน เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกร้างกัน จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับเอาประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 1 ไปกู้เงินโจทก์และยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำไปในฐานะตัวแทนอันมีผลให้จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบ้านและทรัพย์สินอื่นด้วย ฉะนั้นแม้ในสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จะมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้คนเดียวก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดในฐานะเป็นตัวการของจำเลยที่ 1 ในการกู้เงินโจทก์รายนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยกู้เงินของสมาคมโจทก์ คือ เอาเงินของสมาคมโจทก์ไปจำเลยก็มีหน้าที่ต้องใช้เงินคืนแก่สมาคมโจทก์ จำเลยจะโต้แย้งว่าสมาคมโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้เงิน ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ได้ (อ้างฎีกาที่ 1804/2500)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นสมาคม จำเลยทั้งสองเป็นสามีภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ได้ทำมาหาเลี้ยงชีพร่วมกันอย่างเป็นหุ้นส่วนโดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้จัดการทรัพย์สิน จำเลยที่ ๑ ได้กู้เงินโจทก์ไป ๒ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท เพื่อเอาไปซื้อบ้านและทำมาหาเลี้ยงชีพเมื่อกู้ไปแล้วจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเลย โจทก์ทวงถามจำเลยก็เพิกเฉย จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยที่ค้าง ๓๓,๓๗๕ บาท และดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีในต้นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ ให้การว่าสมาคมโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงินจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยที่ ๑ กับโจทก์ร่วมกันทำสัญญาว่าจำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโจทก์เพื่อกีดกันไม่ให้จำเลยที่ ๒ ได้รับแบ่งทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันสัญญากู้จึงไม่ผูกพันจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินจำนวน๘๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยที่ค้างจนถึงวันฟ้อง ๓๓,๓๗๕ บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า ๑. จำเลยที่ ๑ กู้เป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ ๑ เองจำเลยที่ ๒ มิได้ร่วมสัญญากู้ด้วย และจำเลยที่ ๒ มิได้ตั้งจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนในการกู้ ๒. สมาคมโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้เงิน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองมิใช่สามีภรรยากันตามกฎหมายเพราะมิได้จดทะเบียนสมรส และการกู้เงินรายนี้จำเลยที่ ๑ ลงชื่อเป็นผู้กู้แต่คนเดียวก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์ไปซื้อบ้านและทรัพย์สินอย่างอื่นในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ ๒ โดยเฉพาะบ้านใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นการกู้เพื่อประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ยอมรับเอาประโยชน์จากการที่จำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์ไปซื้อของ ดังจะเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๒ ฟ้องขอแบ่งบ้านและทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยที่ ๑ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ กระทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ ๒ อันเป็นผลให้จำเลยที่ ๒ มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินดังกล่าว

ฉะนั้น แม้ในสัญญากู้จะไม่ปรากฏชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้กู้ จำเลยที่ ๒ ก็ต้องรับผิดในฐานะเป็นตัวการของจำเลยที่ ๑ ในการกู้เงินโจทก์รายนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่จำเลยฎีกาข้อ ๒ ว่า สมาคมโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้เงินการให้กู้เงินนอกเหนือวัตถุประสงค์ สมาคมโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อจำเลยได้กู้เงินของสมาคมโจทก์คือเอาเงินของสมาคมโจทก์ไป จำเลยก็มีหน้าที่ต้องใช้คืนให้แก่สมาคมโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเงิน จำเลยจะโต้แย้งอำนาจของสมาคมโจทก์ว่าไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้เงิน ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ได้ ดังได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๐๔/๒๕๐๐ ระหว่าง บริษัทนวรัตน์ จำกัด โจทก์ นายวิเชียร เลขยานนท์ จำเลยเป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย โจทก์มิได้แก้ฎีกา จึงไม่ให้ค่าทนายความชั้นฎีกา

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จินตา บุณยอาคม · เฉลิม ทัตภิรมย์ · อุทัย ศุภนิตย์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดราชบุรี - นายบุญทรง เค้าไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ - นายประพจน์ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้