Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510มาตรา 6,7 และมาตรา 9(1) และ (2) เพียงแต่บัญญัติว่าองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล ได้รับเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของกระทรวงกลาโหมและเงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราวแต่ไม่มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้จำเลยเป็นราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นทั้งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2503 มาตรา 8 จำเลยก็ไม่ได้เป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมจำเลยจึงมิได้เป็นราชการส่วนกลางราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่จะได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ห้ามมิให้หน่วยงานขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจำเลยดำเนินกิจการเพื่อหารายได้อันเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ทั้งการที่สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนำรายได้อันเกิดจากการจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียนพวงมาลัยผ้าแพรสมทบกับเงินบริจาคจากผู้บริจาคต่าง ๆส่งให้แก่จำเลยนำไปใช้จ่ายเพื่อการกุศล ก็เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยนั่นเอง มิได้ดำเนินการนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของจำเลยการดำเนินกิจการดังกล่าวจึงเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2521 ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2536ซึ่งกำหนดว่าพนักงานของจำเลยจะต้องออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณของปีที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์นั้น หมายถึงให้จำเลยดำเนินการให้พนักงานที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ออกจากงานนั่นเอง การที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์เป็นการไม่ให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานต่อไป จึงเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 มาตรา 8 พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 6 พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 7 พ.ร.บ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ.2510 มาตรา 9 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 4 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้าบัญชีและพัสดุ วันที่ 1 ตุลาคม 2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน96,120 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 96,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศลไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นหน่วยงานหนึ่งของจำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาศาลหลักเมืองรวมทั้งอาคารและสถานที่บูรณะปฏิสังขรณ์

บริการประชาชนผู้มาสักการะ จึงเป็นหน่วยงานของจำเลยซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2521ที่ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึก ระเบียบและคำสั่งขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2536 ซึ่งกำหนดให้พนักงานต้องออกจากงานเมื่อมีคำสั่งให้ออกเนื่องจากสิ้นปีงบประมาณที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตอบแทนจากจำเลยเพราะไม่เข้ากรณีที่จะได้รับเงินบำเหน็จตอบแทนตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยบำเหน็จของพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก

พ.ศ. 2520ซึ่งกำหนดให้พนักงานได้รับบำเหน็จเมื่อทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า5 ปีบริบูรณ์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย96,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1ตุลาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยเป็นหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นได้รับการยกเว้นมิให้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยเท่ากับอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่อย่างไรก็ดีตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510มาตรา 6, 7 และมาตรา 9(1) และ (2) เพียงแต่บัญญัติว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การของรัฐเพื่อการกุศล ได้รับเงินอุดหนุนจากงบเงินอุดหนุนของกระทรวงกลาโหมและเงินที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นครั้งคราว แต่มิได้มีบทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้จำเลยเป็นราชการส่วนกลาง

ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2503 มาตรา 8 บัญญัติว่า"กระทรวงกลาโหมมีส่วนราชการดังนี้(1) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี(2) สำนักงานปลัดกระทรวง(3) กรมราชองครักษ์(4) กองบัญชาการทหารสูงสุด"ซึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยก็หาได้เป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใดไม่ จำเลยจึงมิได้เป็นราชการส่วนกลางราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่จะได้รับการยกเว้นไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541และที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองมิได้ดำเนินการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว

ฟังข้อเท็จจริงว่าสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองกำหนดราคาจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย ผ้าแพร เท่าราคาทุน แต่ได้กำไรจากการที่สามารถนำดอกไม้ พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมาจำหน่ายอีก ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของสำนักงานกิจการศาลหลักเมือง นอกเหนือจากเงินที่มีผู้บริจาคดังที่ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.20 และเงินที่ผู้บริจาคใส่ตู้รับบริจาคตามจุดต่าง ๆในบริเวณศาลหลักเมืองดังที่จำเลยนำสืบ จากข้อเท็จจริงดังได้กล่าวมาแล้ว ถือได้ว่ากิจการของสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ อุทธรณ์ของจำเลยที่แสดงเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ศาลฎีการับฟังว่าจำเลยกำหนดราคาจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย

ผ้าแพร ต่ำกว่าราคาทุน และจำเลยไม่อาจนำดอกไม้ พวงมาลัย ผ้าแพร กลับมาใช้ได้อย่างเดิมโอกาสที่จะนำกลับมาใช้เพื่อรับการบริจาคอีกนั้นเป็นไปได้น้อยมากเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองดำเนินกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510 เพื่อการกุศลการดำเนินกิจการของจำเลยเป็นการให้การสงเคราะห์

ย่อมไม่ได้ดำเนินกิจการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองเป็นหน่วยงานหนึ่งของจำเลยต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของจำเลยจะดำเนินการนอกเหนือขอบเขตของกฎหมายและวัตถุประสงค์ของจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ห้ามมิให้หน่วยงานของจำเลยดำเนินกิจการเพื่อหารายได้อันเป็นการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ทั้งการที่สำนักงานกิจการศาลหลักเมืองนำรายได้อันเกิดจากการจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียนพวงมาลัย ผ้าแพรสมทบกับเงินบริจาคจากผู้บริจาคต่าง ๆส่งให้แก่จำเลยนำไปใช้จ่ายเพื่อการกุศล ก็เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยนั่นเอง หาได้ดำเนินการนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของจำเลยแต่อย่างใดไม่ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่าการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานตามเอกสารหมาย

จ.3 เป็นการให้ออกจากงานโดยผลของกฎหมายที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าจำเลยมีข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกพ.ศ. 2536 เอกสารหมาย ล.12 และข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2521เอกสารหมาย ล.11 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พ.ศ. 2510 โดยข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยลูกจ้างฯ ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับสภาทหารผ่านศึกว่าด้วยพนักงานฯ ซึ่งกำหนดว่าพนักงานของจำเลยจะต้องออกจากงานเมื่อสิ้นปีงบประมาณของปีที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์

ก็ตาม แต่ก็หมายถึงให้จำเลยดำเนินการให้พนักงานที่ขาดคุณสมบัติเนื่องจากอายุครบ60 ปีบริบูรณ์ ออกจากงานนั่นเอง ฉะนั้นการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุที่โจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์จึงเป็นการกระทำที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างไม่ให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานต่อไป ย่อมเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสองที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549

จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2544 (เลขอ้างอิง 98621)

ศาลแรงงานพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลย อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้ จึงสั่งงดสืบพยานและใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2561

แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2561

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเกินไปกว่าพยานหลักฐาน เนื่องจากตามหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ เอกสารหมาย ล.46 ประกอบกับที่ อ. พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์โดยศาลอนุญาตว่าบริษัท ว. เป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2556

จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าเบี้ยกันดารและค่าเช่าที่พักให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเมื่อโจทก์ต้องไปทำงานในต่างจังหวัด หากโจทก์กลับเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครแล้วจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายให้ แสดงว่าจำเลยที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้