คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเดชา ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ของบริษัทดี.แอล.เอส.จำกัด หากมีการผิดนัดไม่ชำระหนี้ ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองมรดกของนายเดชาในจำนวนเงินที่บริษัทดี.แอล.เอส.จำกัด ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้อง เอกสารท้ายคำฟ้องและคำแถลงของโจทก์แล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์ แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กับบริษัทดี.แอล.เอส.จำกัด ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยนายเดชายังผูกพันยอมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันและตามสัญญาจำนองที่มีอยู่เดิม แต่ต่อมาเมื่อนายเดชาถึงแก่ความตาย ไม่ปรากฏว่าบริษัทดี.แอล.เอส.จำกัด ตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้กองมรดกของนายเดชาและจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเดชา ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองประกันหนี้ของบริษัทชำระหนี้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 กรณียังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ในการฟ้องบังคับให้กองมรดกของนายเดชา รวมทั้งจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายเดชาให้รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ