คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ขับรถยนต์ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังแซงรถจักรยานยนต์ซึ่งนายปิยะ ศิขรินทร์ ผู้เสียหายเป็นผู้ขับขี่แล้วจำเลยหักรถเลี้ยวซ้ายจะเข้าทางแยกเข้าบ้านของจำเลยตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายขับขี่ชนกับรถยนต์ได้รับความเสียหาย ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 36, 43, 51, 148 และ 157จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 26, 42, 51, 148, 147 กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนัก แต่ให้รอการกำหนดโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปีโจทก์ โจทก์ร่วม
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์แซงรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมทางขวามือ เมื่อถึงซอยบ้านจำเลย จำเลยขับรถยนต์เลี้ยวซ้ายเข้าซอย ปรากฏตามคำเบิกความของพนักงานสอบสวนว่ารอยห้ามล้อรถยนต์ของจำเลยยาวไม่ถึง 1 เมตร การที่จำเลยจะเลี้ยวเข้าซอยซึ่งมีระดับต่ำกว่าจะต้องลดความเร็วลง และรอยห้ามล้อไม่ถึง 1 เมตร แสดงว่าจำเลยไม่ได้ขับรถเร็วตามโจทก์ฟ้อง ตรงกันข้ามกับการที่โจทก์ร่วมขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งปกติมีความคล่องตัวกว่ารถยนต์มากแซงซ้ายชนรถยนต์ของจำเลยในขณะจะเลี้ยวซ้ายเข้าซอยบ้านของจำเลย แล้วโจทก์ร่วมกระเด็นข้ามกระโปรงรถยนต์ของจำเลยไปตกที่บริเวณท่อระบายน้ำข้างถนน และรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมแฉลบไปชนรั้วบ้าน
แสดงว่าโจทก์ร่วมเองเป็นฝ่ายขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วและแซงซ้ายมือโดยไม่ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดเฉี่ยวชนกันได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำโดยประมาทตามฟ้องพิพากษายืน.