คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์ได้จ่ายเงินโดยไม่หักยอดส่งคืนเสียก่อน ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้รับเงินยักยอกเงินของโจทก์ไป โจทก์เสียหาย จึงให้ใช้ค่าเสียหาย
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่ต้องรับผิด คดีโจทก์ขาดอายุความ และฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก พิพากษายกฟ้องโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดมีกำหนดอายุความ ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยมาครั้งนึ่งแล้วภายในอายุความ ๑ ปี มีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓ แต่การที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาและศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๑ วรรคแรก นั้น ถือได้ว่าโจทก์ละทิ้งคดีและไม่นับว่าการฟ้องคดีดังกล่าวเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๔ และ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔/๒๕๑๒ และกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๑ วรรคแรก
นั้นโจทก์มีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องใหม่ได้แต่ต้องอยู่ภายในบังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ ฉะนั้นเมื่อฟังว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๔ ซึ่งเป็นเวลาเกินกำหนด ๑ ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก คำวินิจฉัยของศาลล่างชอบแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน