Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21553/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.อ. มาตรา 29 กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับไว้ 2 วิธี เพื่อให้ศาลเลือกใช้ได้ตามสมควรแก่รูปคดี มิใช่ให้ศาลเลือกใช้วิธีการบังคับได้เพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระค่าปรับรายวันแล้วก็ตาม ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งกักขังจำเลยแทนค่าปรับได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยโดยกำหนดว่า หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุว่าให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่ มีกำหนดเท่าใด ถือเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียง 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21 (2), 65, 67, 70, 71 (ที่ถูก มาตรา 21, 40 (2) (3),41, 65 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 67 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 70) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารโดยเจ้าของไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน และปรับ 40,000 บาท และปรับวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2537 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 424 วัน เป็นเงิน 42,400 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารและห้ามใช้อาคาร จำคุก 3 เดือน และปรับ 40,000 บาท และให้ปรับรายวันวันละ 100 บาท

นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 493 วัน เป็นเงิน 49,300 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 171,700 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้ปรับจำเลยอีกในอัตราวันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น คดีถึงที่สุด จำเลยได้นำเงินค่าปรับ 171,700 บาท มาชำระต่อศาลชั้นต้น แต่ยังไม่ได้ชำระค่าปรับรายวัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งนัดพร้อมและหมายเรียกให้จำเลยมาศาลเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่จำเลยไม่มาศาลตามหมายเรียก ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย แล้วออกคำบังคับให้จำเลยชำระค่าปรับภายใน 30 วัน เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2554

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับ วันที่ 27 กรกฎาคม 2555 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยตามหมายจับและนำส่งศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยชำระค่าปรับครบถ้วนแล้ว ขอให้เพิกถอนการจับกุม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 จำเลยขอระยะเวลาหาเงินมาชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเนื่องจากค่าปรับมีจำนวนสูง โดยศาลอนุญาตให้จำเลยประกันตัวเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับ ต่อมาจำเลยไม่มาศาลตามนัด ศาลจึงออกหมายจับและปรับผู้ประกัน แต่จำเลยยังไม่ชำระค่าปรับรายวันตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น คิดเป็นค่าปรับจำนวน 1,059,600 บาท ระหว่างศาลออกหมายจับจำเลยมาเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลได้ออกคำบังคับและออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระค่าปรับ เห็นได้ว่าค่าปรับมีจำนวนสูงมาก พฤติการณ์มีเหตุสงสัยว่าจำเลยจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าปรับจึงให้ออกหมายกักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้เพิกถอนหมายจับของศาลชั้นต้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับตัวจำเลยและนำตัวจำเลยมาศาลแล้ว หมายจับก็เป็นอันสิ้นผลบังคับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 68 อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยต่อไป จำเลยฎีกาว่า จำเลยมาศาลทุกนัดและตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทำให้เข้าใจได้ว่ารวมโทษปรับที่คำนวณจากวันกระทำความผิดถึงวันฟ้องและจากวันฟ้องจนกว่าจะมีการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เมื่อจำเลยได้ชำระค่าปรับจึงไม่มีเหตุให้ออกหมายจับ โทษปรับนับแต่วันถัดจากวันฟ้องต้องเป็นอัตราเดียวกันและขาดอายุความการบังคับโทษปรับตามคำพิพากษา

ฎีกาของจำเลยไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าหมายจับจำเลยสิ้นผลบังคับแล้ว เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ขาดอายุความบังคับค่าปรับตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจมีคำสั่งกักขังจำเลยแทนค่าปรับหรือยึดทรัพย์สิน ใช้ค่าปรับได้อีก เห็นว่า จำเลยเคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2553 ว่าการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับหรือการกักขังแทนค่าปรับมิได้ทำภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด จะยึดทรัพย์หรือกักขังไม่ได้เพราะคดีขาดอายุความบังคับตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า กรณีมิใช่จำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษาแต่ยังไม่ครบถ้วนและได้หลบหนีไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 คดีจึงไม่ขาดอายุความ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยไม่ฎีกา คดีในส่วนนี้จึงถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยจะยกขึ้นฎีกาคัดค้านอีกไม่ได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งกักขังจำเลยแทนค่าปรับของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2555 ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยยังมิได้ชำระค่าปรับรายวัน วันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เช่นนี้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กำหนดวิธีการบังคับค่าปรับไว้ 2 วิธี เพื่อให้ศาลเลือกใช้ได้ตามสมควรแก่รูปคดี มิใช่ว่าให้ศาลเลือกใช้วิธีการบังคับได้เพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่งเท่านั้น ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วก็ตาม ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งกักขังจำเลยแทนค่าปรับได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยโดยกำหนดว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุว่าให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่ มีกำหนดเท่าใด ถือเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียง 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กักขังจำเลยแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อดิศักดิ์ ปัตรวลี · ทวีศักดิ์ ทองภักดี · พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายชยสร ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายบัณฑิต รชตะนันทน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3711/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ910/2538
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ371/2543
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13598/2556

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8768/2547

การกักขังแทนค่าปรับ ตาม ป.อ. มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ให้ถืออัตรา 200 บาท ต่อ 1 วัน เว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ขึ้นไป ศาลจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12018/2547

แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ แต่หากจำเลยเห็นว่ามีข้อเท็จจริงใดที่จะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีของตนแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิขอสืบพยานได้ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13584/2558

การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องหมายการค้า ของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรสำหรับสินค้าที่จำพวกที่ 9 รายการสินค้า ตลับคาร์ทริดจ์ตัวพิมพ์ (สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์) มาใช้โดยทำให…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้