Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อ.เดิมเป็นกรรมการผู้เดียวที่มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัทค.กระทำการแทนบริษัทได้ ต่อมาที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทลงมติเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเป็นว่า จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งจะลงชื่อเป็นสำคัญผูกพันบริษัทได้ คือ อ.ลงลายมือชื่อร่วมกับว.หรือส.และประทับตราของบริษัทหรือว.ลงชื่อร่วมกับท.และประทับตราบริษัทและที่ประชุมยังได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ใช้ตราประทับใหม่ ดังนี้ แม้ขณะที่มีการกู้ยืมและสั่งจ่ายเช็คพิพาท อ.จะลงชื่อในเช็คพิพาทเพียงคนเดียวและยังใช้รอยตราเดิมของบริษัท ซึ่งเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจก็ตาม แต่การที่อ.จะต้องรับผิดต่อบริษัทและบุคคลภายนอกเพียงใดย่อมเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 เมื่ออ.เคยเป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวลงนามกระทำการแทนบริษัทค. และกิจการคอนโดมิเนียมก็เป็นกิจการของบริษัทดังกล่าวและโจทก์เข้าใจมาแต่ต้นว่าโจทก์ให้บริษัทค.กู้เงินไปลงทุนย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้บุคคลภายนอกเชื่อว่าการกระทำของอ.อยู่ภายใต้ขอบอำนาจของบริษัทค.ทั้งบริษัทค. ก็ยอมรับผลจากการกระทำเช่นนั้น ดังนั้น ความรับผิดตามเช็คพิพาท จึงตกอยู่แก่บริษัทค.มิใช่อ.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นปี 2537 บริษัทเค.เอ็ม.พี. คอนสตรัคชั่น จำกัด ออกเช็ค 2 ฉบับ เป็นเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาพลับพลาไชยฉบับแรกจำนวนเงิน 1,650,000 บาท ฉบับที่สองจำนวนเงิน 370,000 บาท โดยนายอมร มานะธัญญา เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายพร้อมประทับตราบริษัทส่งมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ ต่อมาโจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริตลงวันที่ถูกต้องในเช็คทั้ง 2 ฉบับ แล้วนำเช็คเข้าบัญชีโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2537 โดยให้เหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" โจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าตราประทับของบริษัทเค.เอ็ม.พี. คอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ประทับในเช็คทั้ง 2 ฉบับ นั้นเป็นตราถูกยกเลิกแล้วและนายอมร

ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทแต่เพียงผู้เดียวซึ่งขณะที่รับเช็คทั้ง 2 ฉบับ โจทก์ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนมีผลทำให้เช็คดังกล่าวไม่ผูกพันบริษัท นายอมรจึงต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวนายอมรถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2537 จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายอมร โดยจำเลยที่ 1 เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 5 บิดานายอมร จึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินตามเช็คนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกัน ชำระเงินจำนวน 2,139,937 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 2,020,000 บาท

นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า เช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ บริษัทเค.เอ็ม.พี. คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้สั่งจ่ายโดยนายอมรในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท นายอมรมิได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามเช็ค ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่านายอมร มานะธัญญา เจ้ามรดกแต่เดิมเป็นกรรมการผู้เดียวที่มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัทเค.เอ็ม.พี.

คอนสตรัคชั่น จำกัด กระทำการแทนบริษัทได้ ต่อมาปี 2535 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทลงมติเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเป็นว่าจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งจะลงชื่อเป็นสำคัญผูกพันบริษัทคือนายอมร มานะธัญญา ลงลายมือชื่อร่วมกับนายวีระชัย วีระธนานันท์หรือนายสุเทพ เลาหะมลทลกุล และประทับตราของบริษัทหรือนายวีระชัย วีระธนานันท์ ลงชื่อร่วมกับนางสาวแสงฤทัย อรุณวงศ์ และประทับตราบริษัท และที่ประชุมยังได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ใช้ตราประทับใหม่ปรากฏตามรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 4/2535 นายอมรได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพลับพลาไชย 2 ฉบับ จำนวนเงิน 1,650,000 บาท และ 370,000 บาท โดยนายอมรลงนามแต่เพียงผู้เดียวและใช้ตราเดิมของบริษัทประทับลงในเช็ค

เช็คดังกล่าวขณะที่ออกยังไม่ได้ลงวันที่ออกเช็คตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.4 ตามลำดับให้แก่โจทก์ต่อมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2537 โจทก์นำเช็คทั้ง 2 ฉบับเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางซื่อ เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.3 และ จ.5คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่านายอมรจะต้องรับผิดตามเช็คทั้งสองฉบับเป็นการส่วนตัวหรือไม่เห็นว่า ตามคำเบิกความของตัวโจทก์เอง และนางสาวแสงฤทัย พยานโจทก์และเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทได้ความว่านายอมรกู้เงินโจทก์ไปใช้ในกิจการก่อสร้างฟ้าอมรคอนโดมิเนียมซึ่งเป็นกิจการของบริษัทเค.เอ็ม.พี.คอนสตรัคชั่น จำกัด ยังได้ความจากคำเบิกความโจทก์ตอบถามค้านทนายจำเลยว่า

นายอมรลงนามในฐานตัวแทนของบริษัท ไม่ได้สลักหลังเช็คในฐานะส่วนตัวตราที่ประทับในเช็คพิพาทเข้าใจว่าเป็นตราที่บริษัทมอบให้กับธนาคารไว้ ส่วนวันที่ลงในเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ โจทก์เป็นผู้กรอกเองเมื่อทราบว่านายอมรถึงแก่ความตายแล้ว และหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว ได้ให้ทนายความตรวจสอบ จึงทราบเรื่องการเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการและเปลี่ยนตราของบริษัท และโจทก์ยังได้เบิกความยืนยันว่า นายอมรกู้เงินโจทก์เพื่อนำไปใช้ในการลงทุนก่อสร้างฟ้าอมรคอนโดมิเนียมที่หลักสี่ ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โจทก์เข้าใจมาตั้งแต่ต้นว่า โจทก์เป็นผู้ให้บริษัทเค.เอ็ม.พี. คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้กู้เพื่อไปลงทุนในกิจการของบริษัทแม้ขณะที่มีการกู้ยืมกันนั้นนายอมรจะลงชื่อเพียงคนเดียวกระทำการแทนบริษัทไม่ได้และยังใช้รอยตราเดิมของบริษัท ซึ่งเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจก็ตาม แต่นายอมรจะต้องรับผิดต่อบริษัทและบุคคลภายนอกเพียงใดนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 ซึ่งบัญญัติว่า

"ความเกี่ยวพันกันในระหว่างกรรมการและบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน" และตามมาตรา 821 กับ 822 บัญญัติเรื่องความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอกไว้โดยมาตรา 821 บัญญัติว่า "บุคคลใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่ง ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดีรู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเหมือนหนึ่งว่า บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน" และมาตรา 822บัญญัติว่า "ถ้าตัวแทนทำการอันใดเกินอำนาจตัวแทน แต่ทางปฏิบัติของตัวการทำให้บุคคลมีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการอันนั้น อยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทนไซร้

ท่านให้ใช้บทมาตราก่อนนี้ เป็นบทบังคับแล้วแต่กรณี" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายอมรเคยเป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวลงนามกระทำการแทนบริษัท เค.เอ็ม.พี. คอนสตรัคชั่น จำกัด และกิจการฟ้าอมรคอนโดมิเนียมก็เป็นกิจการของบริษัทดังกล่าว โจทก์เองก็มีความเชื่อเช่นนั้นเพิ่งมาทราบในภายหลังว่าอำนาจกรรมการและตราของบริษัทเปลี่ยนไป พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้บุคคลภายนอกเชื่อว่าการกระทำของนายอมรอยู่ภายใต้ขอบอำนาจ และบริษัทเค.เอ็ม.พี.คอนสตรัคชั่น จำกัด ก็ยอมรับผลจากการกระทำเช่นนั้น ดังนั้น ความรับผิดตามเช็คทั้ง 2 ฉบับ จึงตกอยู่แก่บริษัทเค.เอ็ม.พี.คอนสตรัคชั่น จำกัดพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · สถิตย์ ไพเราะ · วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้