Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2168/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร จึงเป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 และบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 11 โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าโจทก์ซื้อที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 และเพิ่งแบ่งที่ดินบางส่วนมาสร้างตึกแถวขึ้นภายหลัง เพื่อประสงค์จะขายตึกแถวพร้อมที่ดินโดยแบ่งเป็นคูหาตึกแถวที่สร้างขึ้นใหม่จึงเป็นตึกแถวที่โจทก์สร้างขึ้นมาเพื่อขายหากำไรโดยเฉพาะเงินได้จากการขายตึกแถวเป็นเงินได้พึงประเมินตามความหมายของประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) เพราะคำว่า 'การอื่น' นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40(8) นั้นหมายถึงเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 40(1)ถึง (7) ก็ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8).

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 40 ป.รัษฎากร มาตรา 78

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ในส่วนที่สั่งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า

จำเลยให้การว่า ที่เจ้าพนักงานประเมิน ประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้า ตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้า ภค.8 เลขที่ต1/1038/3/02488 เพราะโจทก์ขายที่ดินที่ซื้อมาเมื่อปี 2514จำนวน 5 โฉนด ที่ราษฎร์บูรณะโดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไรในที่ดินนั้น เป็นการซื้อที่ดินเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร การซื้อขายที่ดินของโจทก์จึงมุ่งไปทางการค้าหากำไร โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระภาษีการค้าตามกฎหมาย สำหรับภาษีเงินได้และภาษีการค้า ปี 2530 เนื่องมาจากการขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ 28173 ที่ดินดังกล่าวโจทก์ซื้อมาใช้เป็นที่อยู่อาศัย ต่อมามีการแบ่งแยกสร้างตึกแถวขึ้น ในโฉนดที่แบ่งแยกออกไป ซึ่งอยู่ริมถนนลาดพร้าวแล้วขายที่ดินพร้อมตึกแถวไป เงินได้จากการขายที่ดินเท่านั้นที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ส่วนอาคารซึ่งปลูกสร้างขึ้นในปี 2519 แล้วขายไปเมื่อปี 2520 ถือได้ว่า เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหากำไร โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงินได้และภาษีการค้า ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า การขายที่ดินของโจทก์แปลงราษฎร์บูรณะ และการขายอาคารซึ่งปลูกขึ้นบนที่ดินที่แบ่งแยกที่ลาดพร้าวเป็นการขายที่ดินและอาคารที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหากำไร โจทก์ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย และคดีของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า การประเมินและการวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ศาลไม่อาจเพิกถอนให้ตามขอได้พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับการขายที่ดินแปลงราษฎร์บูรณะ เมื่อปี 2519 ที่โจทก์ต้องเสียภาษีการค้าในปีดังกล่าว โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มิได้มุ่งเป็นทางค้าหรือหากำไรแต่เป็นการขายสมบัติอย่างบุคคลธรรมดาเมื่อต้องการใช้เงินได้ความจากตัวโจทก์เองว่าโจทก์ตั้งใจจะซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้ใช้สำหรับอยู่อาศัย แต่ต่อมาในระยะหลังเห็นว่าการไปมาสถานที่ทำงานไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย เพราะเป็นที่ที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมและได้ความต่อไปว่าที่ดินแปลงนี้โจทก์ซื้อมาตั้งแต่ปี 2514 ในราคา 100,000 บาท เป็นที่ดินผืนเดียวกันรวม 5 โฉนด และโจทก์ได้ขายไปทั้งแปลงในปี 2519 เหตุที่โจทก์ซื้อที่ดินโจทก์อ้างว่าตั้งใจจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้น ก็ได้ความจากตัวโจทก์เองว่าที่ดินที่โจทก์ใช้อยู่อาศัยในขณะนั้นคือที่ดินโฉนดที่ 28173 ซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่เขตบางเขนและมีเนื้อที่ดิน 1 ไร่ 63 ตารางวา

ดังนั้นข้ออ้างที่ว่าโจทก์ซื้อที่ดินแปลงราษฎร์บูรณะจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยอีก จึงขาดเหตุผล แต่เชื่อว่าโจทก์ซื้อที่ดินแปลงราษฎร์บูรณะเพื่อหวังกำไรมากกว่า ดังนั้นเองเมื่อซื้อแล้ว 5 ปี โจทก์จึงขายไปในราคา 300,000 บาท โจทก์ได้กำไรถึง 3 เท่าตัว กรณีเช่นนี้โจทก์จะอ้างได้อย่างไรว่าไม่ใช่เป็นทางค้าหรือหากำไร ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าเหตุที่ขายเพราะไม่ปลอดภัยโจรผู้ร้ายชุกชุมจึงขัดกับราคาที่โจทก์ขายได้ซึ่งสูงกว่าราคาซื้อมามาก หากเป็นดังโจทก์อ้างจริงราคาที่ดินควรจะลดลงหาใช่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวไม่ ที่โจทก์อ้างถึงเหตุแห่งการขายจึงไม่น่าเชื่อเช่นกัน กรณีจึงเป็นเรื่องขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ใช่การขายสมบัติเก่าเพื่อต้องการใช้เงินดังโจทก์ฎีกา โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 และบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 11 ดังนั้นโจทก์จึงต้องเสียภาษีการค้า

โจทก์ฎีกาต่อมาในส่วนที่เกี่ยวกับการขายตึกแถวที่ปลูกขึ้นในที่ดินส่วนที่แบ่งแยกจากโฉนดที่ 28173 เขตบางเขน ซึ่งขายพร้อมที่ดินเมื่อปี 2520 ว่าโจทก์มิได้มุ่งในทางค้าหรือหากำไร ได้ความจากตัวโจทก์เองว่า ที่ดินแปลงนี้โจทก์ซื้อมาตั้งแต่ปี 2507 และโจทก์เพิ่งแบ่งที่ดินบางส่วนมาสร้างตึกแถวขึ้นภายหลัง เพื่อประสงค์ขายตึกแถวพร้อมที่ดินโดยแบ่งเป็นคูหา ตึกแถวที่สร้างขึ้นใหม่ภายหลัง จึงไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ใช้อยู่อาศัยอย่างแน่นอน แต่เป็นตึกแถวที่โจทก์สร้างขึ้นมาเพื่อขายหากำไรโดยเฉพาะ ดังนั้นไม่ว่าโจทก์จะขายให้กับใคร ก็ล้วนเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางค้าหรือหากำไรทั้งสิ้น โจทก์จะอ้างความจำเป็นในการขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายเลี้ยงชีพและครอบครัว

ย่อมขาดเหตุผล เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงโจทก์ก็มีทางทำได้โดยแบ่งขายที่ดินที่โจทก์มีอยู่ถึง 1 ไร่ 63 ตารางวาเกินความจำเป็นต่อการอยู่อาศัย โจทก์ก็ย่อมทำได้ แต่โจทก์กลับไม่กระทำเมื่อโจทก์ปลูกตึกแถวเพื่อขาย แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะหากำไรมากกว่าเงินได้ของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) ดังเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้ว

โจทก์ฎีกาประการต่อมาว่า เงินได้จากการขายตึกแถวไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินอันต้องเสียภาษีเงินได้ และไม่เป็นเงินได้จาก 'การอื่น' ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) ซึ่งหมายถึงรายได้ที่เกิดจากอาชีพ แต่กรณีของโจทก์เป็นการขายทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่เป็นการประกอบอาชีพ เห็นว่า เงินได้จากการขายตึกแถวซึ่งมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรดังเช่นกรณีของโจทก์นี้เป็นเงินได้พึงประเมิน ตามความหมายของประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) เพราะคำว่า 'การอื่น' นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 (8) นั้นหมายถึงเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 40 (1)ถึง (7) ก็ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) โดยกฎหมายหาได้คำนึงถึงว่าจะต้องเป็นเงินได้จากอาชีพดังโจทก์ฎีกาไม่โจทก์จึงต้องเสียภาษีเงินได้ในส่วนนี้

สำหรับปี 2520 และการขายตึกแถวดังกล่าวของโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ประเภทการค้า 11 การค้าอสังหาริมทรัพย์ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าโจทก์จึงต้องเสียภาษีการค้าตามกฎหมายกรณีของโจทก์เช่นนี้ โจทก์ไม่อาจจะอ้างได้ว่าไม่เข้าลักษณะที่จะต้องเสียภาษีเงินได้และภาษีการค้าดังโจทก์ฎีกาแต่ประการใด

โจทก์ฎีกาเป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยไม่มีอำนาจประเมินเงินได้จากการขายตึกแถวให้สูงกว่าราคาที่โจทก์ขายจริงปัญหาข้อนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกประการ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2549

ตามพฤติการณ์ที่โจทก์กับ อ. ตกลงร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจาก ส. เมื่อถึงวันโอนโจทก์ไม่ว่างจึงให้ อ. เป็นผู้ซื้อตามสัญญาซื้อขายที่ดินเพียงผู้เดียว การจ่ายเงินค่าที่ดินโจทก์ร่วมจ่ายกับ อ. ตั้งแต่แรกคนละครึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2534

โจทก์ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคาร ก. ทราบว่าธนาคารจะเปิดสำนักงานสาขารังสิตและสาขาจังหวัดอ่างทอง โจทก์จึงซื้อที่ดินในท้องที่ดังกล่าวไว้เป็นของตนเอง แล้วขายต่อให้ธนาคาร ก. โดยมุ่งค้าหากำไร ที่โจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2533

โจทก์ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งแล้วขายไปได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่โจทก์ซื้อมาแล้วขายไปภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีเศษ และก่อนขายที่ดินแปลงนี้ โจทก์ก็ได้ขุดหน้าดินไปถมที่ดินของคนอื่นซึ่งโจทก์รับเหมาถมที่ดินไปแล้ว เม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4925/2533

การที่บริษัท พ.ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศได้จัดส่งคนงานเข้ามาในประเทศไทยเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำแก่โจทก์ในการประกอบกิจการโรงแรมของโจทก์เท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2860/2531

โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภรรยากันซื้อที่ดินมาแล้วแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยเนื้อที่เพียงเล็กน้อย มีลักษณะเพื่อที่จะปลูกสร้างตึกแถว และต่อมาหลังจากโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวแล้วไม่ถึง3 ปี ได้ขายไปในช่วงระยะเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้