Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2177/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยสั่งพนักงานการเงินของจำเลยคิดเงินเดือนที่ผ่านมาให้แก่โจทก์และเรียกโจทก์มารับเงินโจทก์เข้ามาในบริษัทแต่ไม่ยอมรับเงินการที่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเรียกโจทก์มารับเงินค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานของโจทก์ที่ผ่านมาทั้งๆที่วันนั้นมิใช่วันจ่ายเงินเดือนตามปกติของจำเลยถือได้ว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ได้ออกจากงานไปเองและโจทก์ได้กล่าวต่อลูกค้าของจำเลยว่าบริษัทเฮงซวยไปซื้อสินค้ามันทำไมอันเป็นการกระทำความผิดต่อนายจ้างทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองกล่าวคือจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ออกจากงานไปเองแล้วกลับอ้างว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ดังนั้นประเด็นข้อพิพาทจึงมีเพียงว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือไม่คดีไม่มีประเด็นว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์หรือไม่เพราะการที่จะเกิดประเด็นว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์หรือไม่จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยยอมรับว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เสียก่อน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดย โจทก์ไม่มีความผิดขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ได้ออกจากงานไปเองโดย ได้ขาดงานตั้งแต่วันที่16 ธันวาคม 2534 และระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลย โจทก์ได้กระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา โดย เจตนาทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย กล่าวคือ เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2534 โจทก์ได้จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โดย กล่าววาจาดูถูกเหยียดหยามจำเลยจำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกจ้างโจทก์ได้โดย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า1. ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่2. จำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือไม่3. โจทก์มีสิทธิเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยจากจำเลยหรือไม่ เพียงใดศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

จำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 14 ธันวาคม 2534 โจทก์มานั่งอยู่ที่ร้านอาหารข้างบริษัทจำเลย ไม่ได้เข้าบริษัทจนเวลาประมาณ 10.30 นาฬิกา นางสาว สิริพรรณ เอื้ออำพน กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยสั่งให้นางสาว บุญศิริ พนักงานการเงินของจำเลยคิดเงินเดือนที่ผ่านมาให้แก่โจทก์และเรียกโจทก์มารับเงิน โจทก์เข้ามาในบริษัทแต่ไม่ยอมรับเงิน ดังนั้น การที่นางสาว สิริพรรณ เรียกโจทก์มารับเงินค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานของโจทก์ที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่วันนั้นมิใช่วันจ่ายเงินเดือนตามปกติของจำเลยเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า

จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เพราะในระหว่างที่โจทก์ทำงานอยู่กับจำเลยนั้น โจทก์ได้กระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาด้วยเจตนาจะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย คือกล่าววาจาหมิ่นประมาทจำเลยแต่ศาลแรงงานกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์หรือไม่จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลยข้อ 2.2ว่า จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ได้ออกจากงานไปเองแล้วให้การในข้อ 2.4 ว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2534 โจทก์ได้กล่าวต่อลูกค้าของจำเลยว่า "บริษัทเฮงซวยไปซื้อสินค้ามันทำไม" อันเป็นการกระทำความผิดต่อนายจ้าง ทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้ จะเห็นได้ว่าคำให้การของจำเลยในข้อ 2.2 และ2.4 ขัดแย้งกันเอง กล่าวคือจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ออกจากงานไปเองแล้วต่อมากลับอ้างว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แล้วว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ ก็ย่อมจะไม่มีประเด็นอีกว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ เพราะการที่จะเกิดประเด็นว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยยอมรับว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เสียก่อน การที่ศาลแรงงานกลางมิได้กำหนดประเด็นพิพาทไว้ด้วยว่า จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์หรือไม่นั้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ตัน เวทไว · ราเชนทร์ จัมปาสุต · ชวลิต พรายภู่
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้