Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยมีเรื่องวิวาทชกต่อยกับผู้เสียหายที่ร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร ด้วยกัน มีผู้ห้าม แล้วจำเลยกลับไปเอาอาวุธปืนย้อนกลับมายิงกราด ผู้เสียหายผู้ตายกับพวกหลังจากนั้นประมาณ 10 นาที จำเลยมีเวลาพอ ที่จะได้สติคิดพิจารณาไตร่ตรองแล้ว จึงเป็นการกระทำโดยมีการ ไตร่ตรองไว้ก่อน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 และ 289, 80 ลงโทษตามมาตรา 289 อันเป็นบทหนัก จำคุกตลอดชีวิต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 288 ประกอบด้วย มาตรา 80 และ มาตรา 289

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อเวลาใกล้ค่ำของวันที่ 6 สิงหาคม 2524 นายจำเนียร คำเต็ม นายไฉน พุฒตรง นายมีหรือบุญมีปันทะอิน กันคำ และสิบเอกเสงี่ยม คำชุ่มได้ไปร่วมโต๊ะรับประทานอาหารและดื่มสุรากันที่ร้านของนายสวาท จันต๊ะโมกข์ต่อมามีจำเลยกับเพื่อนอีกคนหนึ่งมาร่วมโต๊ะด้วยจนถึงเวลาประมาณ 21.00 นาฬิกา ต่างมีอาการมึนเมาสุรา จำเลยกับนายมีหรือบุญมีเกิดผิดใจ ถึงกับเกิดการวิวาทชกต่อยกันขึ้น และในช่วงเวลาต่อมาได้มีคนใช้อาวุธปืนยิงขึ้นหลายนัด กระสุนปืนถูกนายมีหรือบุญมีรับอันตรายแก่กายถึงสาหัส และถูกสิบเอกเสงี่ยมถึงแก่ความตาย วันรุ่งขึ้นจากคืนเกิดเหตุเจ้าพนักงานไปยึดได้อาวุธปืนลูกซองยาว 5 นัดซุกซ่อนอยู่ใต้ถุนบ้านจำเลยเป็นของกลางและต่อมาในวันที่ 10 เดือนเดียวกันนั้นเองเจ้าพนักงานจับกุมกล่าวหาจำเลยกระทำความผิดนี้ขึ้นโจทก์นำสืบว่า

เมื่อจำเลยกับนายมีหรือบุญมีเกิดวิวาทกัน นายไฉนเข้าห้ามแยกคนทั้งสอง จำเลยกับเพื่อนที่มาด้วยพากันออกจากร้านไปจำเลยหายไปประมาณ 10 นาที ย้อนกลับมาใหม่พร้อมด้วยอาวุธปืนลูกซองยาว 5 นัด เข้ามายืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหายกับผู้ตาย 3 - 4 นัด แล้วผละหนีไป ชั้นสอบสวนจำเลยรับสารภาพ จำเลยนำสืบว่า ขณะจำเลยกับนายมีหรือบุญมีเกิดวิวาทก็ถูกพวกผู้เสียหายชกต่อยและเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ถูกข้อมือจำเลย พร้อมกันนั้นมีชายคนหนึ่งถือปืนเข้าหาจำเลยร้องสำทับจะยิงซ้ำ จำเลยจึงเข้ายื้อแย่งปืนกระสุนปืนลั่นขึ้นหลังคา 1 นัด ไฟฟ้าดับ จึงถือโอกาสหลบออกนอกร้านอาศัยรถจักรยานยนต์เพื่อนที่มาด้วยกันหลบหนีไปทำบาดแผลที่โรงพยาบาลในค่ายทหาร เมื่อถูกจับตำรวจได้ทำร้ายบังคับให้รับสารภาพพิเคราะห์แล้วปัญหาว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย และผู้ตายขณะเกิดเหตุหรือไม่

โจทก์มีนายจรูญ นายจำเนียร นายไฉน และนายมีหรือบุญมีพยานในที่เกิดเหตุเบิกความต้องกันว่า หลังจากนายไฉนแยกจำเลยกับนายมีหรือบุญมีจากการวิวาทชกต่อยกันแล้ว จำเลยกับเพื่อนที่มาด้วยกันออกจากร้านหายไปประมาณ 10 นาที จำเลยย้อนกลับมาที่ร้านอีกครั้งพร้อมด้วยอาวุธปืนยาวในมือ จำเลยเข้ามายืนอยู่ที่หน้าร้านห้างโต๊ะที่พวกพยานและผู้ตายนั่งอยู่ประมาณ 5 เมตร ทันทีที่จำเลยมาถึงก็ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มพวกพยานและผู้ตาย 3 - 4 นัดซ้อน ๆ เห็นว่า ขณะที่เกิดเหตุที่ร้านมีแสงไฟฟ้าภายในร้านและหน้าร้านสว่าง จำเลยเข้าไปยิงในระยะใกล้จำเลยเองก็รับว่าขณะเสียงปืนดังก็อยู่ในที่เกิดเหตุ หากแต่อ้างไปว่าผู้ที่ใช้ปืนยิงเป็นชายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนใช้อาวุธยิงจำเลยขณะที่จำเลยถูกพวกผู้เสียหายรุมทำร้าย ซึ่งเป็นการนำสืบพัวพันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้น

เห็นว่า หาเป็นจริงดังจำเลยอ้างก็ไม่มีเหตุที่จำเลยต้องหลบหนีและไปถูกเจ้าพนักงานจับในท้องที่เขตอำเภอเมืองน่าน จำเลยน่าจะเข้าหาหรือแจ้งความต่อเจ้าพนักงานทันทีเมื่อมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับตน พยานโจทก์แต่ละคนไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะนายไฉนพยานโจทก์ที่เป็นคนเรียกชวนจำเลยกับเพื่อนของจำเลยให้ร่วมวงรับประทานอาหารและดื่มสุรา พยานโจทก์ดังกล่าวต่างเบิกความยืนยันต้องกันว่า นายไฉนเป็นผู้ห้ามปรามแยกการวิวาทระหว่างจำเลยกับนายมีหรือบุญมีที่เกิดขึ้น เหตุมีการยิงกับเหตุการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นคนละตอน เกิดเหตุแล้วพวกผู้เสียหายก็ได้ระบุจำเลยเป็นผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิง ชั้นจับกุมพันตำรวจตรีบุญทรง สิขะมณฑล ผู้ร่วมจับกุมจำเลย

พันตำรวจตรีกิจจา เศรษฐวณิชย์ พนักงานสอบสวน ต่างเบิกความยืนยันว่า จำเลยรับสารภาพโดยตลอด ข้ออ้างจำเลยว่าถูกเจ้าพนักงานทำร้ายขู่บังคับให้รับสารภาพ เห็นว่าเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและผู้ตายขณะเกิดเหตุจริง พยานจำเลยไม่อาจฟังหักล้างได้ การที่จำเลยมีเรื่องวิวาทต่อยกับผู้เสียหายที่ร่วมโต๊ะ แล้วกลับไปเอาอาวุธปืนย้อนกลับมายิงกราดผู้เสียหาย ผู้ตายกับพวกหลังจากนั้นประมาณ 10 นาที เห็นว่า มีเวลาพอที่จะได้สติคิดพิจารณาไตร่ตรองแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่ามีการไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน · พิชัย วุฒิจำนงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6876/2568

แม้จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 61 มาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่การจะรับฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่นั้น จำเลยจะต้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6190/2567

การกระทำของจำเลยมีการคิดตระเตรียมการไว้ล่วงหน้าหรือไม่ย่อมต้องอาศัยมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิดของจำเลยโดยพิเคราะห์จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานแวดล้อมทั้งก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุประกอบกัน ลำพังข้อเท็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 481/2567

เหตุการณ์ตอนแรกที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว การที่จำเลยกับพวกร่วมกันขับรถกระบะพาผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านที่เกิดเหตุไปยังคลองชลประทาน 2 ขวา ซึ่งอยู่คนล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2567

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) อันเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ การที่ศา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2567

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ปัญ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้