Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2182/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกปัญหาคำสั่งศาลให้ปิดหมายเรียกไม่ชอบขึ้นว่ามาในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การวินิจฉัยข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาจากพยานหลักฐานในสำนวน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาลาไปศึกษาและดูงานกับโจทก์ว่าต้องกลับมาปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 5 เท่า ของระยะเวลาที่ลามิฉะนั้นยอมชดใช้เงินคืน 5 เท่า ของเงินที่รับไป จำเลยที่ 1กลับมาปฏิบัติงานให้โจทก์ไม่ครบถ้วน โจทก์คิดค่าปรับตามสัญญาแล้วหักเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากโจทก์ส่วนจำนวนที่ยังไม่ครบค่าปรับได้ให้จำเลยที่ 1 รับสภาพหนี้ไว้นั้นมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากโจทก์ให้ลาไปฝึกอบรมที่ประเทศญี่ปุ่นโดยสัญญากับโจทก์ว่า เมื่อจำเลยที่ 1เสร็จจากอบรมแล้ว จำเลยที่ 1 จะกลับมาปฏิบัติงานให้โจทก์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 เท่า ของระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ไปฝึกอบรม หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมกลับมาปฏิบัติงาน จำเลยที่ 1ยอมชดใช้เงินคืนโจทก์เป็น 5 เท่า ของทุนหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 รับจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ค้ำประกันต่อมาจำเลยทั้งสองผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 27,531.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 24,472.79 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า

จำเลยที่ 1เคยทำงานกับโจทก์ และได้ไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยทุนส่วนตัวระเบียบกำหนดระยะเวลาในการกลับมาทำงานชดใช้เพียง 3 เท่าของระยะเวลาไปศึกษาและดูงานเท่านั้น จำเลยที่ 1 ได้กลับมาทำงานชดใช้โจทก์บางส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือโจทก์หักบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ไปจนครบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2ขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนชำระเงินจำนวน 27,531.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 24,472.79 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000บาท

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่จำเลยที่ 2อ้างมาในฎีกาปัญหานั้นด้วยว่าคำสั่งศาลที่ให้ปิดหมายเรียกจำเลยที่ 2เป็นการไม่ชอบนั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นว่ามาในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหานี้ ศาลฎีกาต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238ประกอบมาตรา 247

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1ไม่ได้ไปศึกษาและดูงานโดยทุนส่วนตัว แต่ไปโดยทุนที่โจทก์เป็นผู้หามาให้ จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์ว่า ต้องกลับมาปฏิบัติงานกับโจทก์เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 เท่า ของระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต หากไม่ปฏิบัติตามยอมชดใช้เงินคืนเป็นจำนวน 5 เท่าของเงินที่ได้รับไป โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 กลับมาปฏิบัติงานกับโจทก์ไม่ครบกำหนดตามสัญญาได้ลาออกไป เมื่อหักเงินบำเหน็จที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับชำระค่าปรับตามสัญญาแล้วยังขาดอยู่จำนวน 24,472.79 บาทจำเลยที่ 1 ได้รับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1ทำสัญญากับโจทก์ไว้ว่า จะต้องกลับมาปฏิบัติงานกับโจทก์เป็นเวลา5 ปี

เมื่อจำเลยที่ 1 กลับมาปฏิบัติงานให้โจทก์ไม่ครบถ้วนโจทก์ก็มีสิทธิที่จะปรับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาได้ การที่โจทก์คิดค่าปรับตามสัญญาแล้วหักเงินที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิจะได้รับจากโจทก์ ส่วนจำนวนที่ยังไม่ครบค่าปรับได้ให้จำเลยที่ 1รับสภาพหนี้ไว้นั้นมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ในเมื่อจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ที่จะชำระให้ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ทำผิดสัญญา จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน

ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์ · อากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 355/2541

โจทก์กู้เงินจากจำเลย 100,000 บาท กำหนดชำระคืนภายใน3 เดือน โดยโจทก์นำที่ดินพิพาทมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน เมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยขณะทำนิติกรรมจดทะเบียนโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4438/2536

คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า แม่ชีสมพรได้ยกเงินที่จำเลยเป็นหนี้เงินกู้ตนซึ่งไม่มีหลักฐานการกู้ยืมทั้งหมดให้แก่โจทก์ แล้วจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ไว้เพื่อชำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1567/2500

คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและให้รื้อถอนบ้านเรือนออกไปจากที่พิพาทและไม่บังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์ขอ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 100 บาทและเดือนต่อๆไปอีกเดือนละ 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6271/2558

หนังสือรับสภาพความผิดจำเลยทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ส่วนตัวในระหว่างดำรงตำแหน่งเหรัญญิกของโจทก์ และจำเลยยินยอมชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ 1 มิถุนายน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2546

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้