Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ตามหนังสือที่ ศธ 0806/1917 มีใจความสำคัญว่า กรมสามัญศึกษาได้แจ้งการสนับสนุนให้โรงเรียนรับบริจาคเงินเพื่อการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการบริจาคโดยมีวัตถุประสงค์หรือไม่มีวัตถุประสงค์ก็ตาม ทั้งนี้ การรับบริจาคนั้นต้องไม่มีเงื่อนไขในการรับนักเรียน และหนังสือที่ ศธ 0804/5175 กรมสามัญศึกษาซักซ้อมความเข้าใจเรื่องการรับบริจาคเงินและสิ่งของในช่วงระยะเวลาที่โรงเรียนรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระบุว่า การรับบริจาคเงินและสิ่งของควรดำเนินการโดยไม่นำมาเป็นเงื่อนไขหรือข้อต่อรองในการรับนักเรียนเข้าเรียน ไม่ว่าจะเป็นการรับนักเรียนกรณีพิเศษ หรือรับนักเรียนในพื้นที่บริการอันเห็นได้ว่าการรับบริจาคโดยมีเงื่อนไขในการรับนักเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ควรดำเนินการ แต่ตามหนังสือที่ ศธ 0880/1523 ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดสุรินทร์มีหนังสือสั่งการไปยังโรงเรียนในสังกัดว่า ถ้าโรงเรียนได้รับเงินบริจาคโดยมีเงื่อนไขในการรับนักเรียนเข้าเรียนก็ขอให้โรงเรียนคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ปกครองทั้งหมด เงินที่มีผู้บริจาคโดยมีเงื่อนไขฝ่าฝืนต่อหนังสือซักซ้อมความเข้าใจของกรมสามัญศึกษา จึงเป็นเงินของทางราชการเพราะเหตุว่ายังมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่ผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้บริจาค และแม้ทางปฏิบัติสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียน ส. เป็นผู้บริจาคเงินดังกล่าวโดยออกใบเสร็จรับเงินให้ในนามของตนเองแทนโรงเรียนก็ไม่ทำให้เงินดังกล่าวไม่เป็นเงินของทางราชการ ซึ่งอยู่ในหน้าที่จัดการหรือรักษาของจำเลยเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและกรมสามัญศึกษา การที่จำเลยรับเงินไว้ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งมีหน้าที่บริหารงานและกิจการการศึกษาของโรงเรียนตลอดจนบริหารงานและควบคุมดูแลด้านการเงินทุกประเภทของโรงเรียนให้เป็นไปโดยเรียบร้อย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในการรับและเก็บรักษาเงินบริจาคดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามกฎหมาย การที่จำเลยมิได้นำเงินเก็บรักษาไว้ตามระเบียบจนกระทั่งมีการร้องเรียนและตรวจสอบพบการกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังเงินบริจาคของโรงเรียน ส. ที่อยู่ในหน้าที่จัดการหรือรักษาของจำเลย ไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 ป.วิ.อ. มาตรา 133 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้เสียหายหรือบุคคลใดซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้อยคำของเขาอาจเป็นประโยชน์แก่คดีให้มาตามเวลาและสถานที่ในหมาย ดังนั้น การสอบสวนจึงกระทำในสถานที่ใดๆ ก็ได้ ไม่จำต้องเป็นที่สถานีตำรวจ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 149, 157 ให้จำเลยคืนเงิน 212,000 บาท ให้แก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 149 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จำคุก 9 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิชอบ จำคุก 9 ปี รวมสองกระทง จำคุก 18 ปี จำเลยมีคุณความดีมาแต่ก่อน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 150,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ คำขอและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 128,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการครู สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ส. มีหน้าที่บริหารงานและกิจการการศึกษาของโรงเรียนตลอดจนบริหารงานและควบคุมดูแลด้านการเงินทุกประเภทของโรงเรียนให้เป็นไปโดยเรียบร้อย โรงเรียน ส. เปิดรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 4 ปีการศึกษา 2539

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามได้ความในข้อสำคัญว่า พยานโจทก์ทั้งสามไปติดต่อจำเลยเรื่องที่จะขอให้บุตรของแต่ละคนกลับเข้าเรียนแล้วต่างถูกจำเลยเรียกร้องเอาเงินเป็นการตอบแทนสอดคล้องกับคำเบิกความของนาย ฉ. ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งอาจารย์ 2 ระดับ 6 ทำหน้าที่ดูแลและบริหารงานฝ่ายปกครองและความประพฤติของนักเรียน และนาย อ. อาจารย์ 2 ระดับ 6 ทำหน้าที่นายทะเบียนพยานโจทก์ว่า

เด็กชาย อ. เด็กชาย พ. และเด็กชาย ส. ไปยื่นคำร้องขอกลับเข้าเรียนแต่จำเลยไม่อนุญาต นาย ฉ. เบิกความด้วยว่า ผู้ปกครองของนักเรียนทั้งสามคนบอกว่าเหตุที่นักเรียนทั้งสามไม่ได้เข้าเรียนเพราะไม่ได้บริจาคเงินให้แก่โรงเรียนตามที่จำเลยต้องการ เมื่อพยานโจทก์ทั้งหมดนี้ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีสาเหตุที่พยานจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย สำหรับจำเลยเองก็มิได้ปฏิเสธเรื่องที่พยานโจทก์ทั้งสามปากนี้เข้าพบจำเลยในเรื่องดังกล่าว แม้นาง ป . และนาง อ. เบิกความแตกต่างกันอยู่บ้างเรื่องใครเข้าพบจำเลยก่อนหลังและได้ไปพบจำเลยเมื่อใดดังที่จำเลยฎีกา แต่ก็หาเป็นเหตุที่จะทำให้ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้เรียกเงินจากพยานโจทก์เพื่ออนุมัติให้บุตรของพยานโจทก์ทั้งสามกลับเข้าเรียนต่อไม่

เพราะเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดที่เป็นพลความเท่านั้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่จำเลยไม่รับเด็กชาย อ. เด็กชาย พ. และเด็กชาย ส. กลับเข้าเรียนก็เพราะผู้ปกครองของนักเรียนทั้งสามไม่สามารถแสดงเอกสารเกี่ยวกับการขอพักการเรียนให้จำเลยดูได้ เมื่อจำเลยไม่รับกลับเข้าเรียนจึงทำให้พยานโจทก์ทั้งสามโกรธแค้นเบิกความปรักปรำจำเลยนั้น ในข้อนี้ได้ความจากนาง ป. ว่า นาย ก. บุตรอีกคนหนึ่งได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ส่วนกรณีการอนุญาตให้กลับเข้าเรียน กรณีพักการเรียนก็ได้ความจากนาย ว. ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน ส. พยานจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยมีอำนาจรับนักเรียนกลับเข้าเรียนได้ดังที่พยานมีหนังสือถึงพนักงานสอบสวน จึงเห็นว่าหากจำเลยดำเนินการตามกฎระเบียบดังที่อ้าง

ก็ไม่เห็นเหตุผลที่พยานโจทก์จะใส่ร้ายจำเลยโดยเฉพาะการที่นาง ป. ให้เด็กชาย อ. ไปเรียนหนังสือโรงเรียนอื่น ส่วนนาง อ. พาบุตรไปลาออกจากโรงเรียนและพยานสองปากนี้เพิ่งไปแจ้งความเรื่องที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุนานหลายเดือนหลังจากครูอาจารย์และนักเรียนโรงเรียน ส. ก่อเหตุประท้วงจำเลย ขอให้จำเลยชี้แจงเรื่องเงินบริจาคแล้ว สำหรับนาย ฮ. เมื่อบุตรไม่ได้เข้าเรียนก็พากลับบ้านโดยไม่ได้ดำเนินการอย่างใดเลย นอกจากไปให้การเป็นพยานในชั้นสอบสวนและชั้นศาล แสดงให้เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามมิได้คิดที่จะเอาเรื่องกับจำเลยมาตั้งแต่ต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่าถูกพยานโจทก์ทั้งสามปรักปรำจึงไม่มีน้ำหนัก เมื่อได้ความว่าขณะเกิดเหตุจำเลยปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการได้พิจารณาเรื่องที่นาง

ป. นาง อ. และนาย ฮ. ยื่นคำร้องขอให้บุตรของตนกลับเข้าเรียนกรณีพักการเรียนตามอำนาจหน้าที่ การที่จำเลยเรียกร้องเอาเงินจากนาง ป. นาง อ. และนาย ฮ. เพื่อจะอนุมัติให้บุตรของพยานกลับเข้าเรียนย่อมเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเงินบริจาคของผู้ปกครองนักเรียนไปโดยทุจริตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่ผู้ปกครองเหล่านั้นเข้าพบจำเลยเพราะต้องการให้บุตรธิดาได้เข้าเรียนในปีการศึกษานั้น โดยแต่ละคนบริจาคเงินใส่ซองมอบให้จำเลยไว้ด้วย พยานบางคน เช่น นาง ป. และนาง อ. มอบเงินให้จำเลยตามที่จำเลยเรียกร้อง หรือกรณีนาย ส. ยืนยันว่ามอบเงินให้จำเลยโดยไม่ได้ใส่ซอง จึงไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงดังที่จำเลยอ้างและหากจำเลยไม่รู้ว่าในซองจดหมายเป็นสิ่งใด ก็ไม่มีเหตุผลที่จะนำซองจดหมายและเงินบริจาคไปมอบให้นาย ป. เพราะจำเลยเป็นผู้บังคับบัญชาของนาย ป. ทั้งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้นักเรียนเหล่านั้นได้เข้าเรียน

หาใช่นาย ป. หรือคณะกรรมการชุดใดของโรงเรียนไม่ สำหรับพยานโจทก์ที่เป็นผู้ปกครองซึ่งได้มอบเงินให้แก่จำเลยนี้ แม้โจทก์มิได้นำผู้ที่มีรายชื่อและตามบัญชีรายชื่อผู้ปกครอง นักเรียน ที่บริจาคเงินแล้วไม่ได้รับใบเสร็จรับเงินมาเป็นพยานเบิกความทั้งหมด แต่ได้ความว่านาย ป. มอบซองเอกสาร โดยทำบันทึกให้แก่นาย ม. ผู้ช่วยผู้อำนวยการ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ส. มีนาย ท. ลงลายมือชื่อเป็นพยานร่วมกับข้าราชการอื่นอีก 7 คน ซึ่งอยู่ด้วยในขณะนั้น รวมทั้งนาย อ. ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดสุรินทร์ จากนั้นนาง ผ. เจ้าหน้าที่การเงิน ตรวจนับเงินและตรวจสอบกับรายชื่อในซองเอกสาร ซึ่งนาย ม. มีคำสั่งให้นำเงิน 110,000 บาท

เข้าบัญชีของชมรมผู้ปกครองและครูโรงเรียน ส. และให้ออกใบเสร็จรับเงินให้ทั้ง 17 ราย เชื่อได้ว่าจำนวนเงินและรายชื่อตรงตามความเป็นจริง ส่วนรายชื่อผู้ปกครองบัญชีชื่อผู้ปกครอง นักเรียน ที่บริจาคเงินแล้วไม่ได้รับใบเสร็จรับเงิน พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยได้รับเงินบริจาคของผู้ปกครองนักเรียนแล้วมอบให้นาย ป. เก็บรักษาไว้ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2539 สำหรับเงินที่มีผู้บริจาคนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์เฉพาะกรณีของนาย ส. ไม่เพียงพอให้วินิจฉัยว่าจำเลยได้รับเงินจากนาย ส. 12,000 บาท ซึ่งโจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติว่าจำเลยได้รับเงินบริจาคของผู้ปกครองจำนวน 128,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินและนำเงินบริจาคของผู้ปกครองฝากบัญชีธนาคารของโรงเรียน

ส. ซึ่งเงินที่ผู้ปกครองบริจาคดังกล่าวนี้ แม้ตามเอกสารหนังสือที่ ศธ 0806/1917 มีใจความสำคัญว่า กรมสามัญศึกษาได้แจ้งการสนับสนุนให้โรงเรียนรับบริจาคเงินเพื่อการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการบริจาคโดยมีวัตถุประสงค์หรือไม่มีวัตถุประสงค์ก็ตาม ทั้งนี้ การรับบริจาคนั้นต้องไม่มีเงื่อนไขในการรับนักเรียน และหนังสือที่ ศธ 0804/5175 กรมสามัญศึกษาซักซ้อมความเข้าใจเรื่องการรับบริจาคเงินและสิ่งของในช่วงระยะเวลาที่โรงเรียนรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระบุว่า การรับบริจาคเงินและสิ่งของควรดำเนินการโดยไม่นำมาเป็นเงื่อนไขหรือข้อต่อรองในการรับนักเรียนเข้าเรียน ไม่ว่าจะเป็นการรับนักเรียนกรณีพิเศษ หรือรับนักเรียนในพื้นที่บริการ

อันเห็นได้ว่าการรับบริจาคโดยมีเงื่อนไขในการรับนักเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ควรดำเนินการ แต่ตามหนังสือที่ ศธ 0880/1523 ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดสุรินทร์มีหนังสือสั่งการไปยังโรงเรียนในสังกัดว่า ถ้าโรงเรียนได้รับเงินบริจาคโดยมีเงื่อนไขในการรับนักเรียนเข้าเรียนก็ขอให้โรงเรียนคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ปกครองทั้งหมด เงินที่มีผู้บริจาคโดยมีเงื่อนไขฝ่าฝืนต่อหนังสือซักซ้อมความเข้าใจของกรมสามัญศึกษา จึงเป็นเงินของทางราชการเพราะเหตุว่ายังมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่ผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้บริจาคและแม้ทางปฏิบัติสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียน ส. เป็นผู้บริจาคเงินโดยออกใบเสร็จรับเงินให้ในนามของตนเองแทนโรงเรียนก็ไม่ทำให้เงินดังกล่าวไม่เป็นเงินของทางราชการซึ่งอยู่ในหน้าที่จัดการหรือรักษาของจำเลยเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการและกรมสามัญศึกษา

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยรับเงินดังกล่าวไว้ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งมีหน้าที่บริหารงานและกิจการการศึกษาของโรงเรียนตลอดจนบริหารงานและควบคุมดูแลด้านการเงินทุกประเภทของโรงเรียนให้เป็นไปโดยเรียบร้อย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในการรับและเก็บรักษาเงินบริจาคจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามกฎหมาย การที่จำเลยมิได้นำเงินเก็บรักษาไว้ตามระเบียบจนกระทั่งมีการร้องเรียนและตรวจสอบพบการกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังเงินบริจาคของโรงเรียน ส. อยู่ในหน้าที่จัดการหรือรักษาของจำเลยจำนวน 230,000 บาท ไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดตามฟ้องและต้องคืนเงินจำนวน 128,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ

ที่จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบปากคำพยานที่สถานีตำรวจ แต่มีการพิมพ์ข้อความให้ผู้อื่นนำไปให้พยานบางคนลงลายมือชื่อที่บ้าน พยานบางคนไม่ทราบข้อความหรือลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีข้อความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้เสียหายหรือบุคคลใดซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้อยคำของเขาอาจเป็นประโยชน์แก่คดีให้มาตามเวลาและสถานที่ในหมาย ดังนั้น การสอบสวนจึงกระทำในสถานที่ใดๆ ก็ได้ ไม่จำต้องเป็นที่สถานีตำรวจ ซึ่งได้ความจากที่พันตำรวจ อ. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พันตำรวจ อ. ไม่เคยให้บุคคลอื่นนำบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนไปให้พยานลงลายมือชื่อโดยไม่ได้กระทำต่อหน้าพันตำรวจ

อ. และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า มีบางรายที่พันตำรวจ อ. ไปสอบสวนพยานที่บ้าน แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ว่าพยานได้ไปให้การหรือไม่ หรือพยานได้อ่านข้อความในบันทึกคำให้การก่อนลงลายมือชื่อหรือไม่ น่าจะเป็นเพียงความจำที่คลาดเคลื่อนของพยานแต่ละปากเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนคดีนี้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธงชัย เสนามนตรี · ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน · สัณธาน ขันทมณี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายสวัสดิ์วงศ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4487/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ511/2541
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ78/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้