Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2193/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีในการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 กระทำโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือ คำสั่งของจำเลยที่ 2 ในการขายทอดตลาด หรือกระทำโดยทุจริต หรือแม้การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดอาญา ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดหน่วยลงทุนให้บุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงและบุคคลภายนอกได้นำหน่วยลงทุนดังกล่าวขายคืนให้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไม่สามารถโอนหน่วยลงทุนพิพาทกลับมาเป็นของ ก. ลูกหนี้ของโจทก์ได้ เนื่องจากเป็นหน่วยลงทุนในกองทุนเปิดซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเสนอซื้อหรือเสนอขายได้ตลอด ทำให้ไม่มีหน่วยลงทุนพิพาทของลูกหนี้โจทก์หลงเหลืออยู่ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยให้ชดใช้เงินกลับคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,269,189.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,624,150 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 (ที่ถูก พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1)

ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนหน่วยลงทุนกองทุนเปิด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม 500,000 หน่วย สู่กองทรัพย์สินของนายไกร ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดต่อไป หากจำเลยที่ 2 เพิกเฉยหรือไม่สามารถคืนหน่วยลงทุนพิพาทได้ ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ราคาเป็นเงิน 7,565,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของนายไกร พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด คือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 7,565,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้เสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นำยึดหน่วยลงทุนกองทุนเปิดธนาวรรณ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วันที่ออกใบหุ้น 3 กุมภาพันธ์ 2542 จำนวน 500,000 หน่วย ของนายไกร ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายไกร เด็ดขาดแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ ล.2702/2553 ของศาลล้มละลายกลาง โดยมีการประเมินราคาในวันยึดไว้ 7,565,000 บาท จากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยกำหนดนัดขายทอดตลาดไว้ 6 นัด นัดแรกวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ 2 ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทดังกล่าวไปในราคา 500,000 บาท

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 สมคบกับบุคคลภายนอกโดยทุจริตในการซื้อขายหน่วยลงทุนพิพาท อันเป็นการกระทำความผิดอาญา จึงมิใช่เป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่

เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้" คดีนี้นายชนินทร์ พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 2 ขณะเกิดเหตุเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีเจ้าของสำนวนในการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท และตามสำเนาคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 756/2558 เรื่อง ลงโทษไล่ข้าราชการออกจากราชการ ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2558 ที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งลงโทษไล่จำเลยที่ 1 ออกจากราชการก็ระบุว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย

กฎ ระเบียบของทางราชการ และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต ด้วย บ่งชี้ชัดว่าการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทในคดีนี้เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 กระทำโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลยที่ 2 ในการขายทอดตลาด หรือกระทำโดยทุจริต หรือแม้หากการกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดอาญา ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทแล้ว มีผลเสมือนกับไม่มีการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม มีหน้าที่ต้องแก้ไขทะเบียนหน่วยลงทุนพิพาทกลับมาเป็นของนายไกร ผู้ถือหน่วยลงทุน เพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะได้ดำเนินการขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ต่อไป ซึ่งหากมีการนำหน่วยลงทุนพิพาทออกขายทอดตลาดใหม่แล้วโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะผู้รับจำนำตามสิทธิต่อไป โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย เห็นว่า

แม้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหน่วยลงทุนพิพาทแล้ว แต่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวพญาวดี พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกอบสำเนาคำแถลงผลการบังคับคดี ว่า หลังจากนายธนภัทร ซื้อหน่วยลงทุนพิพาทและโอนหน่วยลงทุนพิพาทเป็นของนายธนภัทรแล้ว นายธนภัทรนำหน่วยลงทุนพิพาทไปขายคืนให้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน นายธนภัทรและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไม่สามารถโอนหน่วยลงทุนพิพาทกลับมาเป็นของนาย ไกร ได้เนื่องจากเป็นหน่วยลงทุนในกองทุนเปิดซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเสนอซื้อหรือเสนอขายได้ตลอด ทำให้ไม่มีหน่วยลงทุนพิพาทหลงเหลืออยู่แล้ว จึงรับฟังได้ว่าไม่สามารถนำหน่วยลงทุนพิพาทขายทอดตลาดใหม่ได้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 7,565,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยกลับคืนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 12526/2545 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ทั้ง ๆ ที่คดีนี้เป็นมูลหนี้ละเมิดและเกิดขึ้นภายหลังจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วย่อมเป็นการไม่ชอบ และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี

เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนพระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหาย 7,565,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามคำขอ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา · โสภณ บางยี่ขัน · ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ศาลล่าง
ศาลแพ่งตลิ่งชัน - นายพลวัฒน์ อักษรสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ - นายไชยผล สุรวงษ์สิน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.700/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้