Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2208/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ข้อกำหนดในสัญญาค้ำประกันระบุว่า การเรียกร้องตามหนังสือสัญญาค้ำประกันต้องกระทำภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญา ข้อความดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการตกลงกันย่นอายุความตามมาตรา 193/11 จึงขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 560,824.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าปรับในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 335,029.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 296,860.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 กันยายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก่อน หากยังมิได้รับชำระหนี้อยู่เพียงใดจึงให้บังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 4 ทั้งนี้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดไม่เกิน 700,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำนวนดังกล่าวในฐานะผู้ค้ำประกันหรือไม่ จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 มิได้ยินยอม และโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดภายใน 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงการที่โจทก์ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 4 ก็ยอมต่ออายุสัญญาค้ำประกันออกไป ตามสำเนาหนังสือต่ออายุสัญญาค้ำประกัน จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ยินยอมให้โจทก์ผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า

การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ชำระหนี้ เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดระยะเวลาค้ำประกัน ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับทำให้จำเลยที่ 4 หลุดพ้นความรับผิดหรือไม่ เห็นว่า ข้อกำหนดในหนังสือสัญญาค้ำประกันระบุไว้ว่า การเรียกร้องตามหนังสือสัญญาจะต้องกระทำภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาดังกล่าว หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หมดความรับผิดชอบหรือภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น ข้อความดังกล่าวมีความหมายเป็นการกำหนดให้ใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องต่อจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันภายใน 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดอายุความการค้ำประกันไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/11 บัญญัติว่า

"อายุความที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น คู่กรณีจะตกลงกันให้งดใช้หรือขยายออกหรือย่นเข้าไม่ได้" ข้อกำหนดในหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการย่นอายุความ จึงขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 กรณีมิใช่เป็นเพียงเงื่อนไขบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติโดยเรียกร้องทวงถามจำเลยที่ 4 ก่อนภายในระยะเวลาที่กำหนดอันเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์และจำเลยที่ 4 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่สัญญาค้ำประกันสิ้นสุด จำเลยที่ 4 ก็ไม่หลุดพ้นความรับผิด จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดตามวินิจฉัยให้เหตุผลมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พีรพล พิชยวัฒน์ · สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย · สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นางสุชาดา เมธาบุตร อดุลย์ธีรกิจ
ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์ ธนะปกรณ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1900/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ2596/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1637/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้