คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา300, 390, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 22,43, 55, 70, 78, 148, 152, 157, 160จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณานายปิยะภัณฑ์หรือปิยะพันธ์ จินดาลัทธ ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 21, 22, 43, 70, 148 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุกคนละ 4 เดือน ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในข้อหาหลบหนีไม่หยุดช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีให้ยกจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 22, 43, 152, 157ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ประกอบมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ปรับจำเลยที่ 2 หนึ่งพันบาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์มีนายบรรลือศักดิ์ ทองลอย ผู้ขับขี่รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1 ง - 2526 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดรอสัญญาณจราจรไฟสีแดงอยู่ที่สี่แยก ที่เกิดเหตุบนถนนรัชดาภิเษกด้านที่มาจากลาดพร้าว กับนายสืบพงษ์ กลิ่นสุคนธ์ และนางสาวกฤษดาแก่นสาร์ ซึ่งโดยสารมากับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับเป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์โดยสารเคลื่อนไปช้า
ๆ ฝ่าสัญญาณจราจรไฟสีแดงเข้าไปในสี่แยกที่เกิดเหตุเลยเส้นขาวที่ให้รถหยุดประมาณ 10 เมตร เกือบถึงกลางสี่แยก สัญญาณไฟจราจรด้านของจำเลยที่ 2 ถึงได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวรถจำเลยที่ 2 เข้าไปขวางทางรถจำเลยที่ 1 ซึ่งแล่นเข้ามาในสี่แยกจากถนนรัชดาภิเษกด้านถนนวิภาวดีรังสิตมุ่งไปทางลาดพร้าวซึ่งขับมาด้วยความเร็วรถจำเลยที่ 1 ห้ามล้อและหักหลบรถจำเลยที่ 2 ไปทางขวาเสียหลักไปชนรถที่จอดรอสัญญาณไฟจราจรในถนนรัชดาภิเษกด้านมาจากลาดพร้าวเห็นว่า พยานโจทก์ 3 ปากนี้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะใกล้ และเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผลไม่มีข้อใดที่เป็นพิรุธคำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และยังได้ความจากคำเบิกความของนายสืบพงษ์
กลิ่นสุคนธ์ กับพยานโจทก์อีก 2 ปาก คือนายทองใบตรีกุล กับนายพัฒนา หงสากล ซึ่งยืนอยู่บนถนนบริเวณที่เกิดเหตุว่ารถจำเลยที่ 1 ได้หักหลบรถจำเลยที่ 2 แต่ไม่พ้นด้านข้างรถจำเลยที่ 1ได้เฉี่ยวชนรถจำเลยที่ 2 ทางส่วนหน้า และจำเลยที่ 1 เบิกความว่าได้หักหลบรถจำเลยที่ 2 มีเสียงดังทางด้านซ้ายของรถ จำเลยที่ 1เข้าใจว่ารถเฉี่ยวชนกับรถจำเลยที่ 2 และเมื่อลงจากรถแล้วเห็นรถจำเลยที่ 2 เสียหายจากการเฉี่ยวชนกับรถจำเลยที่ 1 ที่กันชนหน้าขวากับตัวถังรถด้านขวาตรงส่วนใต้กระจกมองข้างมีรอยสีถลอก และจำเลยที่ 1ได้ให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งให้การภายหลังเกิดเหตุแต่ในวันเดียวกับวันเกิดเหตุนั้นเองว่า รถจำเลยที่ 1ด้านซ้ายค่อนมาด้านหน้ารถได้เฉี่ยวถูกบริเวณหน้ารถจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย
ยังไม่มีเวลาที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องขึ้น คำให้การในชั้นสอบสวนในข้อนี้จึงน่าเชื่อว่าได้ให้การไปตามความจริงและในชั้นศาลจำเลยที่ 1 ได้เบิกความยืนยันในข้อนี้อีก จึงเป็นการเจือสมกับคำพยานโจทก์ดังกล่าวนอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจโทประจวบ ควรขจร ผู้ตรวจพิสูจน์รถจำเลยที่ 2 ที่พนักงานสอบสวนส่งไปให้ตรวจในวันที่ 26 กันยายน 2527เป็นพยานว่าได้ตรวจพบรถจำเลยที่ 2 มีการเปลี่ยนกันชนหน้าใหม่ และพ่นสีใหม่บริเวณตัวถังด้านหน้า ได้ทำรายงานการตรวจพิสูจน์ไว้ตามเอกสารหมาย จ.11 และยังปรากฎตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2ตามเอกสารหมาย จ.15 ว่า รุ่งขึ้นเช้าจากวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2ไปทำงานที่เขตจะขับรถตามปกติ แต่ได้รับแจ้งว่าได้ส่งรถคันที่จำเลยที่ 2 ขับเข้าซ่อมแซมแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ได้ทราบจากคำบอกเล่าว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ประมาณ 10 วัน
มีพนักงานขับรถคนอื่นมาขับรถคันเกิดเหตุแทนจำเลยที่ 2 ได้ขับไปเฉี่ยวชนกับรถอื่น โดยมีรอยเฉี่ยวชนที่ด้านหน้ารถก่อนไปทางซ้ายแต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่ารอยซ่อมแซมรถจำเลยที่ 2 ที่ร้อยตำรวจโทประจวบตรวจพบดังปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.16 ภาพที่ 4 อยู่ที่มุมหน้ารถด้านขวาจึงเป็นคนละแห่งกันและตามผลการตรวจพิสูจน์ของร้อยตำรวจโทประจวบก็ไม่พบรอยซ่อมแซมรถจำเลยที่ 2 ที่ด้านหน้าค่อนไปทางซ้ายแต่อย่างใด ฉะนั้นการซ่อมแซมรถจำเลยที่ 2 ในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุจึงไม่ใช่ซ่อมแซมรอยเฉี่ยวชนที่พนักงานขับรถคนอื่นขับไปเฉี่ยวชนก่อนวันเกิดเหตุประมาณ 10 วัน ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนแต่เป็นการซ่อมแซมพ่นสีใหม่ตรงมุมหน้ารถด้านขวาและเปลี่ยนกันชนหน้าใหม่เนื่องจากถูกรถจำเลยที่ 1 เฉี่ยวชนเอาดังคำเบิกความของพยานโจทก์
จำเลยที่ 2 นำสืบรับว่าได้ขับรถล้ำเข้าไปจอดเลยทางม้าลายเข้าไปใน สี่แยกประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรสีแดงที่ห้ามไม่ให้ขับรถออกไปจากเส้นให้รถหยุด และตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบอีกว่า สัญญาณไฟจราจร ด้านจำเลยที่ 2ได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงได้ขับรถเข้าไปในสี่แยกได้ประมาณ 5 เมตร ก็มีรถจำเลยที่ 1 แล่นเข้ามาในสี่แยกจากถนนรัชดาภิเษก จำเลยที่ 2 จึงห้ามล้อรถให้หยุด นั้น เห็นว่า หากเป็นดังที่จำเลยที่ 2 นำสืบแล้ว รถจำเลยที่ 1 ซึ่งแล่นเข้ามาในสี่แยกด้วยความเร็ว รถจำเลยที่ 2 เพียงขับเข้าสี่แยกช้า ๆได้ประมาณ 5 เมตรเท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึงช่องทางที่จะขวางทางรถจำเลยที่ 1 รถจำเลยที่ 1 จะต้องแล่นผ่านหน้ารถจำเลยที่ 2 ไปได้โดยสะดวกไม่จำเป็นต้องหักหลบรถจำเลยที่ 2 จนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนหน้ารถจำเลยที่ 2 แล้วเสียหลักพุ่งไปชนผู้เสียหายกับรถผู้เสียหายจนเกิดเหตุเป็นคดีนี้ขึ้น และนายสุรินทร์
เฉลยโภชน์ พยานจำเลยที่ 2เบิกความว่าได้ร้องบอกจำเลยที่ 2 ว่า รถสองแถวมา จำเลยที่ 2 จึงหยุดรถ รถสองแถวหักหลบซึ่งแสดงให้เห็นว่ารถจำเลยที่ 2 ได้ขับเข้าไปในสี่แยกขวางทางรถจำเลยที่ 1 แล้ว รถจำเลยที่ 1 ถึงต้องหักหลบเป็นการเจือสมคำพยานโจทก์อีก การที่จำเลยที่ 2 ขับรถเข้าไปในสี่แยกขวางทางรถจำเลยที่ 1 ในขณะที่สัญญาณไฟจราจรในเส้นทางรถจำเลยที่ 2 ยังเป็นไฟสีแดงอยู่ และไปขวางทางรถจำเลยที่ 1จนเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงมีความประมาทในการขับรถยนต์และด้วยความประมาทของจำเลยที่ 2 เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้รถจำเลยที่ 1มาเฉี่ยวชนรถจำเลยที่ 2 แล้วเสียหลักพุ่งเข้าชนผู้เสียหายกับรถของผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายดังมีรายนามตามฟ้องได้รับอันตรายแก่กายและได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 2 จึงต้องมีความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและได้รับอันตรายสาหัสตามที่โจทก์ฟ้อง..."
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 ด้วย การกระทำของจำเลยที่ 2เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้จำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์