Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2220/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่าง ส. และจำเลยที่ 1 เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ สินสมรสส่วนของ ส. กึ่งหนึ่งจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ตามคำสั่งศาล จึงมีฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดก เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาท โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากทายาท เพราะอำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ใช่มีลักษณะเป็นตัวแทนของทายาทเพราะบทบัญญัติของกฎหมายบรรพ 6 ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายบรรพ 3 ลักษณะตัวแทนมาใช้โดยอนุโลมเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกของ ส. บางส่วนให้แก่ตนเองเป็นการส่วนตัว ในฐานะที่ตนเป็นทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสของ ส. และให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ซึ่งเป็นทายาทของ ส. อีกคนหนึ่ง การกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ไม่ทำการโอนที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทอื่นของ ส. ซึ่งมีโจทก์ทั้งห้ารวมอยู่ด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. และโจทก์ทั้งห้าที่จะว่ากล่าวกันต่างหาก ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท. ซึ่งเป็นทายาทของ ส. คนหนึ่ง จึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องกระทำโดยตนเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1723 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ท. ได้ครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ส. แต่ผู้เดียวนับแต่เจ้ามรดกตาย โดยทายาทคนอื่นรวมทั้งโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวด้วยแต่อย่างใดกรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายสนับสนุนว่า ท. ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าวแทนทายาทอื่น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี จึงขาดอายุความตาม มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง เมื่อสิทธิในทรัพย์มรดกตกแก่ ท. โดยสมบูรณ์ นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2529 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 1 ปี นับแต่ ส. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นทายาทของ ท. ที่มีสิทธิรับมรดกของ ท. ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นบุคคลซึ่งชอบจะใช้สิทธิของทายาทอื่นจะยกอายุความ 1 ปี ขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าได้ ตาม มาตรา 1755 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินทรัพย์มรดกภายหลังจากที่ทายาทอื่นของ ส. ซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 สิ้นสิทธิในการเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกแล้ว เป็นการยื่นเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียน เพื่อให้ ท. ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่ทายาทอื่นซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แล้วไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 7461 เลขที่ดิน 77 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนที่เหลือจากการแบ่งออกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 เลขที่ดิน 110 ให้แก่โจทก์ทั้งห้าและทายาทของนายสาหร่าย ตามส่วนที่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งห้าและทายาทของนายสาหร่ายทุกคน ตามส่วนที่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12933 เลขที่ดิน 463 ตำบลโสธร

อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา จากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสาหร่าย เผือกพูลผล และเพิกถอนการยกให้ที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 7 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนมรดกที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งห้าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสาหร่าย เผือกพูลผล ทุกคนตามส่วนที่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12933 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2537 ระหว่างนางสายทอง จำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของนายสาหร่าย กับนางสายทอง (ที่ถูก นางสายใจ) จำเลยที่ 7 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12933 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2542 ระหว่างนางสายทอง จำเลยที่ 1 กับนางสายใจ (ที่ถูก นางสายใจ) จำเลยที่ 7 หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับจำเลยที่ 2 และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุทินหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 เป็นสินสมรสระหว่างนายสาหร่าย และจำเลยที่ 1 เมื่อนายสาหร่ายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ สินสมรสส่วนของนายสาหร่ายกึ่งหนึ่งจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายตามคำสั่งศาล ย่อมมิใช่ตัวแทนของทายาทดังที่โจทก์ฎีกา เพราะอำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาท โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากทายาท ซึ่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 6 ลักษณะมรดกให้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 ลักษณะตัวแทนมาใช้โดยอนุโลมเท่านั้น

นายสุทิน เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายสาหร่าย เมื่อนายสุทินถึงแก่ความตายมรดกส่วนของนายสุทินที่จะได้รับย่อมตกแก่ทายาทของนายสุทินคือ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงเป็นผู้สืบสิทธิของนายสุทิน เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุทินจึงเป็นผู้แทนของทายาทของนายสุทินมีอำนาจรับโอนมรดกส่วนของนายสุทิน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสของนายสาหร่ายด้วยคนหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกของนายสาหร่ายบางส่วนให้แก่ตนเองเป็นการส่วนตัว ในฐานะที่ตนเป็นทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสของนายสาหร่าย และให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุทินเช่นนี้ไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 ดังที่โจทก์ทั้งห้าฎีกา

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายไม่ทำการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 ให้แก่ทายาทอื่นของนายสาหร่ายซึ่งมีโจทก์ทั้งห้ารวมอยู่ด้วยก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายและโจทก์ทั้งห้าที่จะว่ากล่าวกันต่างหาก ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุทิน จึงเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องกระทำเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1723 ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าและตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ว่า

คดีของโจทก์ทั้งห้าขาดอายุความมรดกหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่นายสาหร่ายมีชีวิตได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 36287 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7461 ให้แก่นายสุทินปลูกบ้าน นายสุทินและจำเลยที่ 2 พร้อมบุตร คือจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ต่างเข้าครอบครองที่ดินตามที่ยกให้ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 7 และโจทก์ทั้งห้าไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีเจตนาครอบครองที่ดินและบ้านเลขที่ 17,17/1 และ 17/4 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยนายสาหร่าย จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 7 และโจทก์ทั้งห้าได้ครอบครองที่ดินและพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 17/2 ซึ่งปลูกอยู่ใกล้กัน ต่อมาโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้แยกครอบครัวไปอยู่ที่อื่น ครั้นเมื่อนายสาหร่ายถึงแก่ความตาย

นายสุทินและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ก็คงครอบครองที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 17,17/1 และ 17/4 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 7 และโจทก์ทั้งห้าไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องหรือโต้แย้งการครอบครอง ทั้งในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินซึ่งมีบ้านเลขที่ 17,17/1 และ 17/4 ปลูกอยู่นั้น โจทก์ทั้งห้าก็รู้เห็นและทราบโดยไม่โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใดเช่นกัน ดังนี้ถือได้ว่า นายสุทินได้ครอบครองที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 17,17/1 และ 17/4 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายสาหร่ายแต่ผู้เดียวนับแต่เจ้ามรดกตาย โดยจำเลยที่ 1 ที่ 7 และโจทก์ทั้งห้าไม่ได้ร่วมครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ไม่มีบทกฎหมายสนับสนุนว่า การที่นายสุทินครอบครองทรัพย์มรดกของนายสาหร่ายดังกล่าวเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น

กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 เมื่อนายสาหร่ายถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2528 โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2543 เกิน 1 ปี คดีโจทก์ทั้งห้าย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง สิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าวย่อมตกแก่นายสุทินโดยสมบูรณ์ นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2529 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 1 ปี นับแต่นายสาหร่ายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นทายาทของนายสุทินมีสิทธิรับมรดกของนายสุทิน ทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุทินถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นบุคคลซึ่งชอบจะใช้สิทธิของทายาทอันจะยกอายุความหนึ่งปีขึ้นต่อสู้โจทก์ทั้งห้าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายสาหร่ายในเวลาต่อมา

ก็เป็นการยื่นคำร้องภายหลังที่ทายาทอื่นของนายสาหร่ายซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 สิ้นสิทธิในการเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกแล้ว เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วเห็นได้ว่า การร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เป็นการยื่นเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียน เพื่อให้นายสุทินได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่ทายาทอื่นซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แล้วไม่ คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าที่ว่า

ทายาทตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดหรือไม่และปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ว่า ที่ดินตกเป็นของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 ยกสินสมรสส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุทินหรือไม่ ตามที่โจทก์ทั้งห้าฎีกานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะกรณีนี้ไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งห้าแต่อย่างใด ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งฎีกาคัดค้านจึงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้ามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเห็นสมควรเป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กีรติ กาญจนรินทร์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · ศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1902/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ2662/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ440/2545
แหล่งที่มา
แผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้