Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22201/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองต่างแสดงเจตนาเข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของ ณ. อันถือเป็นการค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน จำเลยทั้งสองจึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง แต่ไม่เกินจำนวนที่จำเลยทั้งสองค้ำประกันไว้ การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท แล้วปลดหนี้ให้โดยการถอนฟ้องจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว มิได้ปลดหนี้ให้จำเลยที่ 1 ด้วย การปลดหนี้ดังกล่าวย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ปลดหนี้ให้จำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 293 แต่หาทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยไม่ เพราะหนี้รายนี้ยังมิได้ชำระโดยสิ้นเชิง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ส่วนที่เหลืออีก 40,000 บาท ซึ่งไม่เกินส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ยังเหลืออยู่ หนังสือสัญญาค้ำประกันระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าวจากโจทก์ ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับ เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เบี้ยปรับที่โจทก์เรียกเท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้นสูงเกินไป สมควรกำหนดให้เท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องคดีมโนสาเร่และแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินคนละ 117,999 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันนางณัฐอนงค์ไว้กับโจทก์ โดยตกลงว่าหากนางณัฐอนงค์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 100,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าวเรียกร้องจากโจทก์ หากไม่ชำระ ยอมให้คิดค่าปรับเท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินที่ค้างชำระและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับนางณัฐอนงค์ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันนางณัฐอนงค์ไว้กับโจทก์ โดยมีข้อตกลงและจำนวนเงินที่ต้องรับผิดเป็นอย่างเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน

นางณัฐอนงค์ปฏิบัติหน้าที่ตัวแทนโจทก์เกี่ยวกับการประกันชีวิตและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 153,676 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามตามคู่ฉบับหนังสือทวงถามและใบตอบรับ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ระหว่างพิจารณาคดีนี้ โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้โจทก์ 60,000 บาท แล้ว โจทก์ถือว่าจำเลยที่ 2 ชำระหนี้เสร็จสิ้นในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 อีก และขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 แต่ขอดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อไป ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองค้ำประกันหนี้ของนางณัฐอนงค์โดยจำกัดความรับผิดในวงเงินคนละ 100,000 บาท เป็นกรณีที่ต่างคนต่างรับผิดแยกต่างหากจากกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน เห็นว่า การที่ผู้ค้ำประกันต่างระบุจำนวนเงินจำกัดความรับผิดของตนไว้ มิใช่ข้อที่แสดงว่าผู้ค้ำประกันตกลงแยกความรับผิดของแต่ละคนออกจากกัน เมื่อจำเลยทั้งสองแสดงเจตนาเข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของนางณัฐอนงค์ อันถือเป็นการค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน จำเลยทั้งสองจึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง แต่ไม่เกินจำนวนที่จำเลยทั้งสองค้ำประกันไว้

การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท แล้วปลดหนี้ให้โดยการถอนฟ้องจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว มิได้ปลดหนี้ให้จำเลยที่ 1 ด้วย การปลดหนี้ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ปลดหนี้ให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 293 แต่หาทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยไม่ เพราะหนี้รายนี้ยังมิได้ชำระโดยสิ้นเชิง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ส่วนที่เหลืออีก 40,000 บาท ซึ่งไม่เกินส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ยังเหลืออยู่หลังจากหักส่วนที่ได้รับประโยชน์จากการปลดหนี้เป็นเงิน 40,000 บาท ออกแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 117,999 บาท

พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเท่ากับโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่บรรยายไว้ในคำฟ้องนั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาค้ำประกัน ข้อ 1 ระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าวจากโจทก์ จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดค่าปรับเท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ข้อตกลงมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับ เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เบี้ยปรับที่โจทก์เรียกเท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้นสูงเกินไป สมควรกำหนดให้เท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2548 ตามที่โจทก์ขอไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จักรกฤช เจริญเลิศ · กษิดิ์เดช จีนสลุต · สุนันท์ ชัยชูสอน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2649/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ม6613/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ม2172/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2561

ป.พ.พ. บรรพ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ ส่วนที่ 1 ถึงส่วนที่ 5 บัญญัติให้หนี้เป็นอันระงับไปต่อเมื่อได้มีการชำระหนี้ มีการปลดหนี้ มีการหักกลบลบหนี้ มีการแปลงหนี้ใหม่หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน การที่โจทก์ยอม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12384/2558

การที่ลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ชั้นต้นร่วมกับจำเลยในคดีนี้ ชำระหนี้บางส่วนให้แก่เจ้าหนี้และเจ้าหนี้มีหนังสือปลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษารายนั้นแล้วก็ตาม หนั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14144/2553

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ต่างทำสัญญาค้ำประกันหนี้กู้ยืมเงินและหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวนเดียวกันไว้ต่อโจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม พร้อมกับจดทะเบียนจำนองที่ดินของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไว้เป็นปร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2540

การที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมมีผลเป็นการสละสิทธิบางประการที่ผู้ค้ำประกันอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยลักษณะค้ำประกันเท่านั้นหน้าที่ควา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3464/2561

ตามสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหายที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำไว้กับโจทก์เพื่อค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 นั้น มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้าจึงตกลงยินยอมเข้าเป็นผู้ค้ำประกันรับรองความเสียหาย...และข้าพเจ้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้