Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2223/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการที่จำเลยกู้เงินจากธนาคารโดยทำหนังสือมอบสิทธิการรับเงินฝากประจำของโจทก์ให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้ต่อมาโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินแทนจำเลยตามจำนวนที่ค้างอยู่ให้แก่ธนาคารโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าจำเลยได้กู้เงินจากธนาคารตามฟ้องและโจทก์ได้ทำหนังสือมอบสิทธิการรับเงินฝากประจำของโจทก์ให้แก่ธนาคารที่จำเลยกู้เงินทั้งยอมรับว่าโจทก์ได้ชำระแทนจำเลยไปจริงอันเป็นการต่อสู้คดีได้ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงในคำฟ้องฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม แม้การที่โจทก์ทำหนังสือมอบสิทธิการรับเงินฝากให้ไว้แก่ธนาคารผู้ให้กู้จะมิใช่การค้ำประกันตามฟ้องแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา680แต่ก็เป็นเรื่องความตกลงกันในทางฝากเงินเพื่อเป็นประกันหนี้อันเป็นสัญญารูปแบบหนึ่ง เมื่อโจทก์ชำระหนี้แก่ธนาคารแทนจำเลยตามที่จำเลยขอร้องโดยจำเลยรับจะชำระเงินคืนโจทก์และธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยก็ยอมรับชำระหนี้แล้วจำเลยจึงต้องใช้เงินคืนโจทก์ตามข้อสัญญาที่โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันไว้ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันอันจะรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยจำเลยได้นั้นเป็นเพียงการสำคัญผิดในฐานะของโจทก์ซึ่งมิใช่ข้อสาระสำคัญเพราะโจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องอย่างชัดเจนว่าโจทก์ได้ชำระเงินกู้ที่จำเลยค้างชำระแทนจำเลยและขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระหนี้ที่โจทก์ชำระแทนไปดังกล่าวแก่โจทก์ เมื่อคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏอย่างใดแล้วย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินคืนในฐานะใดตามกฎหมายไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา142แต่ประการใด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาโจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยแก่ธนาคารรวมเป็นเงิน 222,562.54 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน222,562.54 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันจึงไม่มีอำนาจฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกัน และการที่โจทก์ชำระเงินแทนจำเลยนั้นจำเลยตกลงจะผ่อนชำระเงินคืนแก่โจทก์เดือนละ5,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์ตามข้อตกลง จนกระทั่งโจทก์ขาดการติดต่อกับจำเลย โจทก์จึงต้องบังคับจำเลยตามข้อตกลงดังกล่าว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 217,562.54 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่28 พฤษภาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่12 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยทำสัญญากู้เงินธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดสาขาบางลำพู และสาขาบางกะปิ ผู้ให้กู้เป็นเงินจำนวน 484,425บาท และ 260,000 บาท และจำเลยขอให้โจทก์ทำหนังสือมอบสิทธิการรับเงินฝากที่โจทก์ฝากไว้แก่ธนาคารผู้ให้กู้ทั้งสองสาขาเป็นหลักประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลย โจทก์ยินยอมและทำหนังสือมอบสิทธิการรับเงินฝากให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้ทั้งสองสาขาโดยยินยอมให้ธนาคารผู้ให้กู้หักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวมาชำระหนี้เงินกู้ในกรณีจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ได้

จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารผู้ให้กู้ทั้งสองสาขาตลอดมาจนเหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่ธนาคารผู้ให้กู้ทั้งสองสาขาเป็นเงินรวม 222,562.54 บาท จำเลยขอให้โจทก์ชำระหนี้ส่วนที่ค้างทั้งหมดแทนจำเลย และโจทก์ได้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแทนจำเลยไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2535 ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2535จำเลยชำระหนี้คืนให้โจทก์ 5,000 บาท แล้วไม่ชำระให้โจทก์อีกเลยพิเคราะห์แล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์บรรยายฟ้องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพราะสิทธิของโจทก์เป็นเพียงผู้จำนำสิทธิซึ่งมีตราสารแก่ธนาคาร โจทก์ไม่อยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันอันจะรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยจำเลยให้ ฟ้องโจทก์ทำให้จำเลยเข้าใจผิดไม่อาจต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้องเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาบางลำพู และสาขาบางกะปิเป็นเงินจำนวน 484,425 บาท และ 260,000 บาท โจทก์เข้าทำสัญญาค้ำประกันจำเลยโดยทำหนังสือมอบสิทธิการรับเงินฝากประจำของโจทก์ให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้ ต่อมาโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินแทนจำเลยตามจำนวนที่ค้างให้แก่ธนาคารทั้งสองสาขา

โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย ซึ่งตามคำให้การของจำเลยก็ยอมรับว่าจำเลยได้กู้เงินจากธนาคารตามฟ้องและโจทก์ได้ทำหนังสือมอบสิทธิการรับเงินฝากประจำของโจทก์ให้แก่ธนาคารที่จำเลยกู้เงิน ทั้งยอมรับว่าโจทก์ได้ชำระเงินแทนจำเลยไปจริงอันเป็นต่อสู้คดีได้ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงในคำฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาโดยครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้วฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมจำเลยฎีกาในประการต่อมาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดใช้เงินที่โจทก์ชำระแทนจำเลยไปจำนวน 222,562.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เพราะโจทก์ไม่อยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันอันจะรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยจำเลยได้เห็นว่า

แม้การที่โจทก์ทำหนังสือมอบสิทธิการรับเงินฝากให้ไว้แก่ธนาคารผู้ให้กู้จะมิใช่การค้ำประกันตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องความตกลงกันในทางฝากเงินเพื่อเป็นประกันหนี้อันเป็นสัญญาอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การและนำสืบยอมรับว่า การที่โจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ให้กู้แทนจำเลยเป็นเพราะจำเลยขอร้องให้โจทก์ชำระแทนและจำเลยรับว่าจะชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เมื่อโจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยไปตามที่จำเลยขอร้อง และธนาคารผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยก็ยอมรับชำระหนี้แล้วจำเลยจึงต้องใช้เงินคืนแก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันไว้ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ค้ำประกันอันจะรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยจำเลยได้นั้น

เห็นว่า เป็นกรณีการสำคัญผิดในฐานะของโจทก์ซึ่งมิใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะโจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องอย่างชัดเจนว่า โจทก์ได้ชำระเงินกู้ที่จำเลยค้างชำระแทนจำเลยและขอศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้ที่โจทก์ชำระแทนไปดังกล่าวมิใช่ให้จำเลยชำระหนี้คืนโจทก์เพราะเหตุธนาคารผู้ให้กู้ใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์มาชำระหนี้เงินกู้ของจำเลย แล้วโจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยแต่อย่างใด ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาในประการต่อมาว่า การที่จำเลยขอร้องให้โจทก์ชำระหนี้แทนเท่ากับจำเลยขอกู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารจึงต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น เห็นว่า ฎีกาจำเลยข้อนี้เป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจำเลยฎีกาในประการสุดท้ายว่า ศาลไม่มีอำนาจหน้าที่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องว่าโจทก์เรียกให้จำเลยใช้เงินคืนในฐานะใดเพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ขัดกับมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความนั้น เห็นว่า เมื่อคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏอย่างใดแล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องว่าโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินคืนในฐานะใดตามกฎหมายหาเป็นการพิพากษาเกินคำขอดังฎีกาจำเลยไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยงยุทธ ธารีสาร · ยรรยง ปานุราช · นิวัตน์ แก้วเกิดเคน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1115/2543

โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปแล้ว โจทก์ที่ 1ให้จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว โดยให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้รับเงินตามเช็คพิพาทเพื่อรับชำระหนี้แ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4606/2540

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมอย่างไร โดยจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์อย่างไร พร้อมทั้งมีคำขอบังคับ ซึ่งได้แสดงโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหาของโจท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2654/2539

โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำสปริงเกอร์พร้อมท่อและอุปกรณ์ประกอบด้วยเครื่องยนต์กำลัง จำนวน 13 ชุด จากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2เป็นผู้ออกสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ให้แก่โจทก์ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1645/2538

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระค่าระวางเรือค่าเรือเสียเวลา ค่านายหน้า และค่าป่วยการต่าง ๆ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าเรือทั้งสิ้นเท่าไร จำเลยได้ชำระให้โจทก์แล้วเป็นเงินเท่าไร และยังคงต้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1025/2538

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของจำเลยเคยตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ยอมให้โจทก์ใช้น้ำจากคูน้ำ อ่างเก็บน้ำและทางเดินออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาจำเลยปิดกั้นไม่ยอมให้โจทก์ใช้น้ำจากคูน้ำ อ่างเก็บน้ำ และทางเด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้