Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทถ้าโจทก์จำเลยไม่มีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากสัญญานั้นก็เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 118 วรรคแรก ก่อนทำสัญญาขายฝากก็ดี ขณะทำสัญญาขายฝากก็ดีภายหลังทำสัญญาขายฝากก็ดีโจทก์จำเลยมิได้ตั้งใจจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝาก เป็นเรื่องที่จำเลยต้องการดอกเบี้ยเท่านั้นโดยจำเลยสัญญาจะไม่เอาที่ดินหลุดเป็นสิทธิ ถือได้ว่าโจทก์ทำสัญญาขายฝากอำพรางการจำนอง การที่นิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งนิติกรรมอันแรกคือสัญญาขายฝากย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี ที่จะไม่ผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น นิติกรรมอันแรกที่ปรากฏออกมานั้นย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา118 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังคือสัญญาจำนองที่ถูกอำพรางไว้โดยนิติกรรมอันแรกต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 118 วรรค 2 เมื่อโจทก์จำเลยมีเจตนาทำสัญญาจำนองแล้วแต่การจำนองไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเรียกไม่ได้ว่าเป็นการจำนอง เป็นเพียงการที่โจทก์กู้เงินจากจำเลย และให้ที่ดินแก่จำเลยยึดถือไว้เป็นประกัน และย่อมถือได้ว่าเอกสารการขายฝากที่โจทก์จำเลยทำไว้ ณสำนักงานที่ดิน เป็นนิติกรรมสัญญากู้เงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์จำเลยนั้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอนำเงินมาไถ่ถอนที่พิพาท ก็เท่ากับโจทก์ขอชำระหนี้เงินกู้จำเลยมีหน้าที่รับชำระและคืนที่พิพาทที่เป็นประกันนั้นให้โจทก์ไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดที่ ๗๔๙โจทก์ได้จำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับจำเลยในราคา ๒๓,๒๐๐ บาท ดอกเบี้ยปีละ ๕,๒๐๐ บาท แต่จำเลยให้ทำเป็นสัญญาขายฝาก และจดทะเบียนต่อพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ มีกำหนดไถ่คืนภายใน ๑ ปี เดือนตุลาคม๒๕๑๑ โจทก์ขอไถ่ที่ดินคืนจากจำเลย จำเลยได้นัดไถ่คืนในวันที่ ๒๕ ตุลาคม๒๕๑๑ แต่จำเลยไม่มาตามนัด ต่อมาได้มีการนัดไถ่คืนอีกหลายครั้งจำเลยคงไม่มาตามนัด ต่อมาเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๒ จำเลยนัดโจทก์ไปทำสัญญาที่หอทะเบียนที่ดิน เมื่อโจทก์ไปถึง จำเลยบอกว่าได้ยื่นคำร้องไว้แล้ว ให้โจทก์ไปชำระเงินค่าธรรมเนียมต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อโจทก์เสียเงินค่าธรรมเนียมแล้ว จึงทราบว่าเป็นคำขอแบ่งที่ดินให้โจทก์ โจทก์ไม่ยินยอมจึงไม่ได้แบ่งตามคำขอนั้น โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตลอดมา โจทก์ไม่มีทางจะไถ่ที่ดินคืนจากจำเลยได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมระหว่างโจทก์จำเลยเป็นการจำนอง มิใช่เป็นสัญญาขายฝากดังที่จดทะเบียนไว้

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ตกลงขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับจำเลย ไม่ใช่จำนอง ในระหว่างสัญญา ๑ ปี โจทก์ไม่เคยติดต่อขอไถ่ที่พิพาทคืนจากจำเลย ที่พิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะไถ่ที่พิพาทจากจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ โจทก์จำเลยได้จดทะเบียนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทไว้ตามเอกสารหมาย จ.๑ ซึ่งโจทก์นำสืบว่า ก่อนทำสัญญาขายฝากและขณะที่ทำก็ดี หรือภายหลังก็ดี โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากนั้น ถ้าข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์อ้างนิติกรรมขายฝากนี้ก็เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๑๘ วรรคแรก ฟังได้ว่า ก่อนที่จะทำสัญญาขายฝากก็ดีขณะทำสัญญาขายฝากก็ดี ภายหลังที่ทำสัญญาขายฝากแล้วก็ดีโจทก์จำเลยมิได้ตั้งใจจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝาก เป็นเรื่องที่จำเลยต้องการดอกเบี้ยเท่านั้น โดยจำเลยสัญญาจะไม่เอาที่พิพาทหลุดเป็นสิทธิถือได้ว่า โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่พิพาทไว้กับจำเลยเป็นการอำพรางการจำนองศาลฎีกาเห็นว่า

การที่นิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งนิติกรรมอันแรกคือสัญญาขายฝากย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีที่จะไม่ผูกพันกันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น นิติกรรมอันแรกที่ปรากฏออกมานั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๑๘ วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังคือสัญญาจำนองที่ถูกอำพรางไว้โดยนิติกรรมอันแรกนั้น ต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอันที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา ๑๑๘ วรรค ๒ เมื่อโจทก์จำเลยมีเจตนาทำสัญญาจำนองกันแล้ว แต่การจำนองไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงเรียกไม่ได้ว่าเป็นการจำนอง เป็นเพียงการกู้เงินที่โจทก์กู้จากจำเลย และให้ที่ดินแก่จำเลยยึดถือไว้เป็นประกัน และย่อมถือได้ว่าเอกสารการขายฝากที่โจทก์จำเลยทำไว้ ณ สำนักงานที่ดิน เป็นนิติกรรมสัญญากู้เงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์จำเลยนั้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอนำเงินมาไถ่ถอนที่พิพาท ก็เท่ากับโจทก์ขอชำระหนี้เงินกู้จำเลยก็มีหน้าที่รับชำระและคืนที่พิพาทที่เป็นประกันนั้นให้โจทก์ไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยรับเงินไถ่ถอนที่พิพาทจากโจทก์ ๒๓,๒๐๐ บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยงยุทธ เลอลภ · กฤษณ์ โสภิตกุล · อุดม จาละ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายสมชาย ศรีวัฒนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายมณี พิมพ์ประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 165/2527

โจทก์ต้องการกู้เงินจำเลย จำเลยไม่มีเงิน จึงตกลงจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาทมี น.ส.3ก. เพื่อจำเลยจะได้นำน.ส.3ก. ไปยืมเงินเพื่อนมาให้โจทก์กู้ หลังจากนั้นอีก4 วันโจทก์มารับเงินจากจำเลย แล้วโจทก์จำเลยทำสัญญาข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2506

โจทก์กู้เงินจำเลยแต่จำเลยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จึงเลี่ยงทำเป็นสัญญาขายฝากที่ดินโดยจำเลยผู้ซื้อฝากจะไม่เอาที่ดินหลุดเป็นสิทธินั้น เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่มีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากนิติกรรมขายฝากย่อมต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2286/2538

สัญญาจะจำนองไม่มีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่เหมือนสัญญาจะซื้อขายทรัพย์สินสัญญาจะแลกเปลี่ยนและคำมั่นจะให้ตามมาตรา456วรรคสอง,519,526การที่จำเลยมอบโฉนดที่ดินพร้อมใบมอบอำนาจและเอกสารอื่นให้โจทก์เพื่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4117/2534

สัญญาซื้อขายลดเช็คเป็นสัญญาซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดแบบไว้ฉะนั้น สัญญาซื้อขายลดตั๋วเงินที่ทำขึ้นจริง เพียงแต่ลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดตามสัญญาเพียงฝ่ายเดียวก็สมบูรณ์ การที่คณะกรรมการของบริษัทมอบอำนาจให้ ด. ล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4764/2533

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่ามีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์และคู่สัญญาเจตนาที่จะทำสัญญาขายฝากโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อคู่สัญญามิได้ทำให้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้