คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ ศษลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๕๖ จำคุก ๓ ปี ลดตามมาตรา ๕๙ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน เมื่อพ้นโทษแล้วให้ส่งตัวไปกักกันมีกำหนดสามปีตามมาตรา ๘ -- ๙ พ.ร.บ.กักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ. ๒๔๗๙
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน.
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาปรึกษาคดีแล้ว จำเลยต้องโทษมาแล้ว ๒ ครั้ง ๆ แรกฐานลักทรัพย์จำคุก ๔ เดือน พ้นโทษ ๖ สิงหาคม ๒๔๖๐ ครั้ง ที่สองฐานปล้นทรัพย์จำคุก ๖ ปี ๑๔ วัน พ้นโทษ ๔ พฤศจิกายน ๒๔๗๒ เห็นว่าแม้โทษ ๒ ครั้งก่อน จำเลยกระทำมาก่อนวัน ใช้ พ.ร.บ.กักกันผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย พ.ศ. ๒๔๗๙ และพ้นโทษครั้งสุดท้ายมาจนถึงวันกระทำผิดคดีนี้ ๒๐ ปีเศษแล้วก็ดี ก็หาเป็นการขาดอายุความหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญดังตจำเลยฎีกาไม่ เพราะตาม พ.ร.บ.กักกันฯ การที่จำเลยต้องโทษจำคุก ตามคำพิพากษามาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ครั้งนั้น หาได้บัญญัติไม่ว่ากระทำผิดแต่เมื่อใด และพ้นโทษมาแล้วนานเท่าใด แม้จะพ้นโทษครั้งสุดท้ายมาถึง ๒๐ ปี ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ศาลอาจจะเพิ่มโทษกักกันได้
อนึ่งตาม พ.ร.บ.กักกันฯ ถือเอา ความผิดที่จำเลยกระทำในคดีที่ฟ้องเป็นหลักสำคัญ ส่วนความผิดในครั้งก่อน ๆ เพียงแต่เป็นเหตุเพื่อเพิ่มโทษกักกันอีก โสดหนึ่งเท่านั้น และคดีนี้ก็หาเข้าอยู่ตาม ป.ม.วิ.อาญามาตรา ๑๗๖ ไม่ เพราะไม่ใช่เป็นคดีมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน.