เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการสอบสวนไม่ชอบหรือไม่โดยจำเลยอ้างว่าพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นต่อจำเลย โจทก์มีพันตำรวจโทเดชาพล ลาภกิจ พนักงานสอบสวนเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าจำเลยฆ่าผู้อื่นตามคำสั่งของพนักงานอัยการแล้ว ส่วนจำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ ในอุทธรณ์และฎีกาว่ามิได้แจ้งข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมข้อเท็จจริงจึงเชื่อฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมฐานฆ่าผู้อื่นแล้ว การสอบสวนย่อมชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกว่า ศาลมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงชั้นสอบสวนปรากฏชัดแจ้งว่า
จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแต่โจทก์ฟ้องข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นอันเป็นการแกล้งเอาความเท็จมาฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริงและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้จำเลยได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสามทั้งเป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญและจำเลยหลงต่อสู้ เห็นว่าข้อเท็จจริงชั้นสอบสวนคดีนี้จำเลยใช้อาวุธปืนยิงสุนัขแล้วกระสุนปืนถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย อาจเป็นการกระทำผิดข้อหาฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาในลักษณะเล็งเห็นผล หรือเป็นการกระทำผิดข้อหาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายก็ได้ ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการโจทก์มีความเห็นสั่งฟ้องหรือฟ้องในข้อหาความผิดฐานใดฐานหนึ่งย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยไม่มีหลักฐานพยานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์กลั่นแกล้งหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อจำเลยแต่อย่างใดเพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่า
จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแตกต่างกับฟ้องที่บรรยายว่า จำเลยกระทำผิดข้อหาฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาย่อมเป็นการแตกต่างในข้อที่มิใช่สาระสำคัญและการที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฆ่าผู้อื่นแล้วจำเลยต่อสู้ว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาตามฟ้องเป็นอย่างดีหาได้หลงต่อสู้แต่อย่างใดไม่ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกันมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่
เห็นว่าลักษณะความผิดเป็นการกระทำโดยประมาทอันมิใช่ความผิดที่ชั่วร้ายจำเลยได้บรรเทาผลร้ายโดยชดใช้เงิน 80,000 บาท แก่ทายาทผู้ตายจนทายาทหรือโจทก์ร่วมไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง และจำเลยประกอบอาชีพสุจริตกับมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรอีก 5 คน ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบา และเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยและคุมความประพฤติจำเลยด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ลงโทษจำคุก3 ปี ปรับ 12,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จำคุก 2 ปี ปรับ 8,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยมีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคหนึ่งและวรรคสองนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์