Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2260/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

นับแต่วันสิ้นสุดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ธนาคารโจทก์ไม่ได้ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีก ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินเข้าเพื่อหักทอนหนี้ของยอดเงินที่ค้างชำระแสดงว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายให้ถือสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นอันสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันสิ้นสุดของสัญญา หลังจากนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกต่อไป ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีได้ อันเป็นไปตามสิทธิที่โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามพระราชบัญญัติให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 หลังจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีได้ เพราะถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารโจทก์สาขาชลบุรี ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินเกินบัญชีกับโจทก์เป็นเงิน 1,500,000 บาท โดย ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน หากไม่ชำระดอกเบี้ยก็ยอมให้โจทก์ทบดอกเบี้ยค้างชำระหนี้เป็นต้นเงินเป็นคราว ๆ ไป ตามธรรมเนียมการคิดบัญชีของธนาคารพาณิชย์ กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่30 กันยายน 2527 จำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ไว้กับโจทก์จำเลยที่ 1 ก็ได้สะพัดทางบัญชี โดย มีเงินฝากเข้าบัญชีและออกเช็คสั่งจ่ายเบิกถอนเงินกับโอนเงินออกจากบัญชีเรื่อยมาปรากฏว่าเมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นไป

โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และแจ้งบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ภายในระยะเวลาพอสมควร แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยยอดหนี้ค้างชำระคิดเพียงสิ้นวันที่ 12 มกราคม 2530 เป็นเงิน2,958,343.83 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,958,343.83 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ17.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 ให้การว่า

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีคืนโจทก์ให้หมดสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2527 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 มิได้ต่ออายุสัญญา หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่เคยเบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์อีกและไม่เคยนำเงินเข้าชำระแต่อย่างใด แสดงแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญากับโจทก์ณ วันครบกำหนดตามสัญญานั้นเอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอย่างทบต้นอัตราในสัญญาเพียงถึงวันที่ 30 กันยายน 2527 เท่านั้นนับแต่เดือนกันยายน 2526 เป็นต้นมา โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นในอัตราที่เกินกว่าข้อตกลงในสัญญาและเกินกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดให้โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1ได้ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นต้นมาจึงตกเป็นโมฆะทั้งสิ้นขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์2,144,412.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 1,920,522.36 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน2527 จนกว่าจะชำระเสร็จนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2520 จำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 02514-6 กับโจทก์ สาขาชลบุรี ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2526จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ในวงเงิน1,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี มีกำหนดชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2527 โดย ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนที่เบิกเกินบัญชีดังกล่าวเป็นรายเดือนและยอมให้โจทก์นำจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระในแต่ละเดือนรวมกันกับต้นเงินที่เบิกเกินบัญชี อันเป็นการคิดดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีของธนาคาร ตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแสดงรายการของหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6910 ตำบลศรีราชา

อำเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรี เป็นประกันการชำระหนี้ และทำบันทึกข้อตกลงเรื่องขึ้นเงินจำนอง รวมเป็นเงินจำนองทั้งสิ้น 1,500,000 บาทตามเอกสารหมาย จ.7 จ.8 และ จ.9 ตามลำดับ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.10ปรากฏรายการเดินสะพัดของบัญชีจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2527จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,920,522.36 บาท ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.15 มีปัญหาว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นนับถึงวันบอกเลิกสัญญาหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดหลังจากสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงเห็นว่าตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ลูกค้าโจทก์เอกสารหมาย จ.15 ถึง

จ.20 ไม่ปรากฏรายการเดินสะพัดในบัญชีอันจะเป็นหลักฐานแสดงว่าโจทก์ได้ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีต่อไปอีกนับแต่วันสิ้นสุดของสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวันที่ 30 กันยายน 2527 ทั้งไม่ปรากฏรายการนำเงินเข้าเพื่อหักทอนหนี้ของยอดเงินที่ค้างชำระของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์แสดงว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายให้ถือสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นอันสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุในสัญญา ฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2527หลังจากนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกต่อไป ที่โจทก์อ้างว่า แม้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามเอกสารหมาย จ.6 จะกำหนดให้จำเลยที่ 1 จัดการชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2527 ก็ตาม แต่ไม่มีข้อสัญญาข้อใดระบุว่า

เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามสัญญาแล้ว สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นอันเลิกไปทันที ด้วยเหตุนี้เมื่อยังมิได้มีฝ่ายใดบอกเลิกสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามสัญญาจนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาและหักทอนบัญชีกันแล้วตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2728/2517 เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาไม่ตรงตามพฤติการณ์ในทางปฏิบัติของโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงจะนำมาปรับแก่ข้อเท็จจริงในคดีนี้มิได้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดหลังจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดนี้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ไม่ถูกต้อง โจทก์ควรได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี

หลังจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงเห็นว่า ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีได้ อันเป็นไปตามสิทธิที่โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ดังนี้หลังจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี แบบไม่ทบต้นจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นเพราะกรณีดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้ว โจทก์หาจำต้องนำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยทบต้นแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน1,920,522.36 บาท นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2527 ถึงวันที่30 กันยายน 2527 และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2527 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · บุญศรี กอบบุญ · เพี้ยน พุทธสุอัตตา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้