Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2267/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตได้อนุญาตให้พนักงานซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาออกนอกโรงงานในเวลาทำงานเพื่อไปร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานโดยมิได้ยื่นใบลาและมิได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาก่อน ดังนี้การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์อนุญาตให้พนักงานออกนอกโรงงานในเวลา12 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาพักเที่ยงของบริษัทจำเลย จึงเท่ากับเป็นการอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้อนุญาตให้พนักงานออกนอกโรงงานในเวลาทำงาน อันเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำต่อมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2533 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ครั้งสุดท้ายโจทก์ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต ได้รับค่าจ้างเดือนละ 11,000 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 15 และวันสุดท้ายของเดือน การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้าวไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 8,433 บาท และใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 110,000 บาท ให้แก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุมการผลิตเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2533 เวลาประมาณ 13 นาฬิกาโจทก์ได้ใช้และอนุญาตให้พนักงานรายวันของจำเลยซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ 4 คน

ออกไปทำกิจธุระส่วนตัวนอกบริเวณโรงงานของจำเลย โดยอ้างว่าไปติดต่อสำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรปราการเรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรมจากจำเลยที่จำเลยไม่ยอมจ่ายค่าจ้างในวันลากิจ ซึ่งไม่เป็นความจริง และโจทก์แนะนำพนักงานทั้งสี่ว่าไม่ต้องยื่นใบลากิจล่วงหน้า 1 วัน ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและเมื่อพนักงานทั้งสี่กลับเข้ามาทำงานแล้ว โจทก์ยังร่วมมือกับพนักงานทั้งสี่ทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยอีก โดยให้พนักงานทั้งสี่ยื่นใบลากิจภายหลังและโจทก์ได้ทำการอนุมัติใบลากิจเป็นหลักฐานไว้ การกระทำของโจทก์เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและไม่สุจริต จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นตัวการสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาละทิ้งหน้าที่และให้กระทำผิดต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลย

กระทำตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ทั้งเป็นการปกปิดบิดเบือนข้อเท็จจริงทำหลักฐานรายงานและให้ข้อความเป็นเท็จแก่จำเลย ซึ่งเป็นการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นหนัวหน้าฝ่ายผลิตได้อนุญาตให้พนักงานซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาออกนอกโรงงานในเวลาทำงานไปร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรปราการเกี่ยวกับเรื่องกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้างในวันลากิจโดยมิได้ยื่นใบลาและมิได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาก่อน เป็นการกระทำที่ผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ถือว่าเป็นการจงใจขัดคำสั่งของจำเลย และเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต มีเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างโจทก์มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์อนุญาตให้พนักงานทั้งสี่ออกไปนอกโรงงานในเวลา 12 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาพักเที่ยงของจำำเลยพนักงานทุกคนมีสิทธิออกไปนอกบริเวณโรงงานได้แต่ต้องกลับเข้าทำงานต่อในช่วงบ่ายเวลา 13 นาฬิกา ถึงหากโจทก์ไม่อนุญาต พนักงานก็ออกจากโรงงานไปได้โดยไม่ถือว่าผิดระเบียบแต่อย่างใด พนักงานทั้งสี่ออกจากโรงงานไปแล้วได้กลับมาทำงานเมื่อเวลา 13.35 นาฬิกา ซึ่งช้าไป 35 นาที และได้อ้างถึงความจำเป็นที่ไม่สามารถกลับมาทำงานตามเวลาปกติในเวลา 13 นาฬิกาได้ โจทก์เห็นว่าพนักงานทั้งสี่ไม่มีเจตนาละทิ้งหน้าที่หรือมาสายหรือจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จึงได้นำใบลาของพนักงานทั้งสี่เสนอจำเลย การที่โจทก์อนุญาตให้พนักงานทั้งสี่ออกไปนอกโรงงานจึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งถือว่าเป็นการจงใจขัดคำสั่งของจำเลย และเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นหนัวหน้าฝ่ายผลิต ได้อนุญาตให้พนักงานซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาออกนอกโรงงานในเวลาทำงานเพื่อไปร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรปราการเกี่ยวกับกำหนดเวลาการจ่ายค่าจ้างในวันลากิจ โดยมิได้ยื่นใบลาและมิได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาก่อน ฉะนั้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์อนุญาตให้พนักงานออกนอกโรงงานในเวลา 12 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาพักเที่ยงของบริษัทจำเลยจึงเป็นการอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้อนุญาตให้พนักงานออกนอกโรงงานในเวลาทำงานอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · เคียง บุญเพิ่ม · ก้าน อันนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2565

การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2563

จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกัน เพิ่งเลิกคบหากันก่อนเกิดเหตุเพียงหนึ่งเดือน ความสัมพันธ์ยังคงมีอยู่ไม่ถึงกับตัดขาดทีเดียว การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามหาผู้เสียหายที่ 2 ใน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563

ฎีกาของจำเลยมีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้