Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2272/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของโจทก์ โดยหาผู้เช่าซื้อมาทำสัญญากับโจทก์โดยตรงและรับรถยนต์ไป ในการนี้จำเลยมีสิทธิได้รับเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 1,000 บาท ต่อรถ 1 คัน และจำเลยหาผู้ใดมาเช่าซื้อ จำเลยต้องทำสัญญาค้ำประกันชดใช้เงินให้แก่โจทก์ในเมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญาทุกกรณี ส่วนการเก็บเงินค่าเช่าซื้อตามงวด จำเลยเป็นผู้เก็บส่งโจทก์ หากผู้เช่าซื้อผิดสัญญา จำเลยก็ยึดรถที่เช่าซื้อนั้นคืนโจทก์หรือใช้ราคาให้ตามสัญญา ในการนี้โจทก์คิดค่าตอบแทนให้จำเลย 7 เปอร์เซ็นต์ของราคารถ ต่อมาผู้เช่าซื้อรถยนต์บางรายชำระเงินค่าเช่าซื้อไม่ครบ โจทก์ทวงถามอยู่เสมอ จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยติดค้างโจทก์ 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นสัญญาชดใช้ค่าสินค้าที่ผู้เช่าซื้อรถยนต์ค้างชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์รวมเป็นเงิน 210,500 บาท ฉบับที่ 2 เป็นสัญญารับผิดชดใช้ค่าเสียหายในการที่จำเลยไปยึดรถยนต์คืนจากผู้เช่าซื้อที่ผิดสัญญาเช่าซื้อมาแล้วปล่อยให้รถตากแดดตากฝนจนได้รับความเสียหายเป็นเงิน 28,500 บาทกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อแทนผู้เช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่รวมทั้งยอมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ในฐานะเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์การฟ้องจำเลยตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นการฟ้องตัวแทนให้รับผิดตามสัญญาตัวแทน หาใช่เป็นเรื่องที่พ่อค้าเรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของซึ่งมีอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(1) ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนเป็นบริษัทตามกฎหมายเมื่อเดือนเมษายน 2505 จำเลยได้มาติดต่อทำการค้ากับโจทก์ โจทก์แต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้ติดต่อกับลูกค้าจำหน่ายรถยนต์บรรทุกจูปิเตอร์ พร้อมทั้งเครื่องอุปกรณ์และเครื่องอะไหล่ในจังหวัดอุบลราชธานีแทนโจทก์ ในการนี้ จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในเงินค่าเช่าซื้อที่ผู้ซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์จะต้องชำระให้โจทก์เป็นรายเดือน โดยจำเลยได้ค่านายหน้าและเป็นผู้ค้ำประกันรับผิดชอบในจำนวนเงินดังกล่าวนี้ต่อโจทก์ด้วย ต่อมาต้นปี 2507 จำเลยไม่นำเงินค่าซื้อสินค้าที่จำเลยซื้อไปมาชำระให้โจทก์ นอกจากนี้เงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยเก็บมาจากผู้เช่าซื้อรถยนต์ของโจทก์แล้ว จำเลยก็ไม่นำส่งโจทก์อ้างว่าฐานะของจำเลยฝืดเคือง

ขอผัดผ่อนชำระหนี้ไปก่อน จึงได้คิดบัญชีหนี้สินกับจำเลย และในวันที่ 11 เมษายน 2507 จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยติดค้างโจทก์รวมสองฉบับ ฉบับแรกเป็นเงิน 210,500 บาท อีกฉบับหนึ่งเป็นเงิน 28,500 บาท ปรากฏตามสำเนาเอกสารหมาย 2,3 ท้ายฟ้อง โดยจำเลยยินยอมชำระดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีจนกว่าจะชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์เสร็จ ต่อมาวันที่ 16 เมษายน ถึง 11 พฤศจิกายน ในปี 2507 จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับแรกเป็นเงิน 54,000 บาท เหลือค้างชำระอีก 185,000 บาท ในวันที่26 กรกฎาคม 2508 จำเลยมีหนังสือมาขอให้โจทก์ลดจำนวนหนี้ลงอีก โดยอ้างว่าการค้าฝืดเคืองมาก และจำเลยได้แสดงรายการว่าจำเลยยังคงติดค้างหนี้สินโจทก์เพิ่มอีกบางรายการ และหนี้ที่โจทก์ควรจะหักกลบลบหนี้ให้จำเลยอีกบางรายการ เพื่อขอให้โจทก์พิจารณาลดหนี้ลง

โจทก์ได้พิจารณาผ่อนผันและลดหนี้ให้จำเลยอีกจนเหลือเพียง 81,685.58 บาท ได้แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2508 จำเลยได้รับหนังสือแล้วได้มาติดต่อกับโจทก์เพื่อขอลดหนี้ลงอีกหลายครั้ง แต่โจทก์ไม่สามารถยินยอมได้ จำเลยจึงไม่มาติดต่อและไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ให้ทนายมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยรับหนังสือแล้วก็เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงิน 81,685.58 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่ค้างชำระหนี้จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 28,419.80 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีในเงินต้น 81,685.58 บาท นับแต่วันฟ้องต่อไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จจำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ และตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

เพราะโจทก์ในฐานะพ่อค้าเรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของ มิได้ฟ้องภายใน 2 ปีศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 81,685.58 บาทให้โจทก์ โดยให้คิดหักส่วนได้ของจำเลยที่มีสิทธิได้รับเงินจากโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 54,875.29 บาทออกก่อนคงให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์เพียง 26,810.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องอะไหล่รถยนต์ยี่ห้อจูปิเตอร์ของโจทก์ ในการนี้ จำเลยมีสิทธิได้รับเงินจำนวนสิบเปอร์เซนต์ของราคาที่ขายได้ และจำเลยยังเป็นตัวแทนของโจทก์ในการจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อจูปิเตอร์ให้แก่ผู้เช่าซื้อ โดยพาผู้เช่าซื้อมาทำสัญญากับโจทก์โดยตรง และรับรถยนต์ไป ในการนี้จำเลยมีสิทธิได้รับเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 1,000 บาท

ต่อรถหนึ่งคัน และจำเลยหาผู้ใดมาเช่าซื้อจำเลยต้องทำสัญญาค้ำประกันชดใช้เงินให้แก่โจทก์ในเมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญาทุกกรณี ส่วนการเก็บเงินค่าเช่าซื้อตามงวด จำเลยเป็นผู้เก็บส่งมายังโจทก์ หากผู้เช่าซื้อผิดสัญญา จำเลยก็ยึดรถที่เช่าซื้อนั้นส่งคืนโจทก์หรือใช้ราคาให้ตามสัญญาเช่าซื้อ ในการนี้ โจทก์คิดค่าตอบแทนให้จำเลยเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของราคารถ ต่อมาผู้เช่าซื้อรถยนต์บางรายชำระเงินค่าเช่าซื้อไม่ครบ โจทก์ได้ทวงถามอยู่เสมอ ครั้นวันที่ 11 เมษายน 2507 จำเลยมาที่บริษัทโจทก์ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยติดค้างโจทก์รวม 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นสัญญาชดใช้ค่าสินค้าที่นายเชียงฮุย สิบโทจันทรา นายทองใบ นายเฮือง และนายบุญเลี้ยงผู้เช่าซื้อรถยนต์ค้างชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์รวมเป็นเงิน 210,500 บาท ตามเอกสารหมาย

จ.3 ฉบับที่สองเป็นสัญญารับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ในการที่จำเลยไปยึดรถยนต์คืนจากนายเริงชัย และนายสมานผู้เช่าซื้อที่ผิดสัญญาเช่าซื้อมา แล้วปล่อยให้รถตากแดดตากฝน จนได้รับความเสียหายเป็นเงิน 28,500 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4 หลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาชดใช้ค่าสินค้าตามเอกสารหมาย จ.3 ให้โจทก์แล้วบางส่วนเป็นเงิน 54,000 บาท คงค้างชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้สองฉบับดังกล่าวเป็นเงินรวม 185,000 บาท ต่อมาจำเลยติดต่อขอหักกลบลบหนี้บางรายการตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.3 ลงอีกจนเหลือหนี้ค้างชำระทั้งสิ้นรวมเป็นเงิน 81,685.58 บาท ดังที่โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระตามเอกสารหมาย ล.2 แต่จำเลยมิได้นำเงินมาชำระให้โจทก์อีก โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2510ในปัญหาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(1) หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีที่จำเลยเข้าทำสัญญาใช้หนี้ให้โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 นั้น เป็นเรื่องที่จำเลยยอมรับผิดชำระค่าเช่าซื้อแทนบรรดาผู้เช่าซื้อที่ค้างชำระอยู่ รวมทั้งยอมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในฐานะเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องตัวแทนให้รับผิดตามสัญญาตัวแทนนั่นเอง หาใช่เป็นเรื่องที่พ่อค้าเรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของซึ่งมีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 (1) ไม่ คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่น และเห็นว่าฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กฤษณ์ โสภิตกุล · อุดม เพชรคุปต์ · เฉลิม กรพุกกะณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้