Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2273/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกเบี้ยปรับตามสัญญาค้ำประกันคนต่างด้าว5 ราย โดยจำเลยทำสัญญาค้ำประกันเป็นรายฉบับรวม 5 ฉบับ สำหรับลูกประกันแต่ละรายหากจำเลยผิดสัญญายอมให้ปรับรายละ 20,000 บาท ทุนทรัพย์ในคดีจึงแยกออกตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับ แม้จะปรับรวมกันมา ก็ถือว่ากำหนดค่าปรับภายในวงเงินตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับไม่เกินฉบับละ 20,000 บาท คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 แม้จำเลยจะฎีกาในข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจำเลยทำสัญญาค้ำประกันคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศไทยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกรุงเทพซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา โดยตำแหน่งหน้าที่ราชการอันกฎหมายกำหนดไว้ให้ทำสัญญาประกันได้ เมื่อจำเลยผิดสัญญาผู้บังคับการกองตรวจคนเข้าเมืองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่โดยใช้ชื่อตำแหน่งของตนได้จำเลยสัญญาแก่โจทก์ว่า หากผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งย่อมให้โจทก์ปรับเป็นเงิน 20,000 บาท จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ เมื่อจำเลยผิดสัญญาจำเลยก็ต้องชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์ตามสัญญาจะอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายมิได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 379 ป.พ.พ. มาตรา 380 ป.พ.พ. มาตรา 381 ป.พ.พ. มาตรา 383 ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 224 ป.วิ.พ. มาตรา 249 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2493 มาตรา 24 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 19

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2493 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์รับค้ำประกันคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันตัวคนต่างด้าวประเภทคนเดินทางผ่านรวม 5 คน ไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกรุงเทพซึ่งสัญญามีข้อความว่าจำเลยจะจัดการให้ลูกประกันของจำเลยปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองหรือตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทุกประการ ถ้าลูกประกันจะเดินทางไปนอกราชอาณาจักร จำเลยจะนำลูกประกันมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก่อนจะเดินทางออกไป ถ้าผิดสัญญาจำเลยยอมให้ปรับสัญญาละ 20,000 บาท

ปรากฏว่าคนต่างด้าว 4 คนที่จำเลยค้ำประกันไม่มีหลักฐานว่าได้เดินทางออกไปจากประเทศไทย อีกคนหนึ่งอยู่เกินกำหนดที่ได้รับอนุญาต จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันได้กระทำผิดสัญญาค้ำประกันที่ให้ไว้ โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอบังคับให้จำเลยชำระค่าปรับสัญญาละ 20,000 บาท รวม 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การรับว่า ได้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจริง แต่มิได้ทำกับโจทก์ โจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์มิได้รับมอบอำนาจจากผู้ที่ลงนามในสัญญาค้ำประกันกับจำเลยให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่ผิดสัญญาค้ำประกัน ลูกประกันคนหนึ่งที่อยู่เกินกำหนดก็เพราะได้รับการผ่อนผันจากทางราชการหากโจทก์ได้รับความเสียหายก็ไม่เกินรายละ 100 บาท

โจทก์ชอบจะเรียกร้องจากลูกประกันของจำเลยก่อน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้โจทก์ฟ้องกำหนดทุนทรัพย์มา 100,000 บาท แต่ตามฟ้องปรากฏว่า จำเลยทำสัญญาค้ำประกันคนต่างด้าว 5 ราย ซึ่งเรียกว่าลูกประกันโดยแยกทำสัญญาค้ำประกันเป็นรายฉบับรวม 5 ฉบับสำหรับลูกประกันแต่ละราย มีข้อสัญญาว่าถ้าจำเลยผิดสัญญาแต่ละรายยอมให้ปรับรายละ 20,000 บาท ดังนั้น ทุนทรัพย์ในคดีนี้จึงแยกตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับ คือ ฉบับละ 20,000 บาท แม้จะปรับรวมกันมาก็ยังถือว่ากำหนดค่าปรับภายในวงเงินตามสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับ

ไม่เกินฉบับละ 20,000 บาท กรณีจึงห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ข้อที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้ผิดสัญญาและจำเลยมิได้ละเลยจัดการให้ลูกประกันปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ทั้งลูกประกันของจำเลยก็ได้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรหมดแล้ว รวมทั้งฎีกาขอให้ศาลฎีกาลดหรืองดค่าปรับแก่จำเลยด้วยล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์มาแต่ชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีเรื่องนี้เกิดเนื่องจากสัญญาที่จำเลยได้กระทำไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและไม่มีปัญหาว่าพนักงานเจ้าหน้าที่นั้นได้กระทำแทนหน่วยราชการต่างหากจากตัวบุคคลธรรมดา พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเป็นบุคคลธรรมดาโดยตำแหน่งหน้าที่ราชการอันกฎหมายกำหนดให้ทำสัญญาประกันได้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ฉะนั้น ย่อมมีอำนาจที่จะต้องขอให้บังคับตามสัญญานั้นได้ กรณีเป็นเรื่องบุคคลธรรมดาในฐานะที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะพึงฟ้องความโดยใช้ชื่อแห่งตำแหน่งของตน ซึ่งย่อมจะทำได้ตามอำนาจแห่งตำแหน่งหน้าที่ โดยนัยนี้ตำแหน่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกรุงเทพจึงไม่แตกต่างอะไรไปจากตำแหน่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหรือนครบาล หรือตำแหน่งพนักงานอัยการจังหวัดหรือตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด

พลตำรวจตรีอนันต์ เดชรังสีฟ้องคดีในฐานะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่โดยใช้ชื่อตำแหน่งของตนย่อมกระทำได้ตามอำนาจและหน้าที่ราชการของตน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่จำเลยฎีกาว่า หากถือว่าจำเลยผิดสัญญา โจทก์ก็ไม่มีสิทธิปรับจำเลยเพราะโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีเป็นเรื่องจำเลยสัญญาแก่โจทก์ว่า ถึงจำเลยผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งจำเลยยอมให้โจทก์ปรับจำเลยเป็นเงินรายละ 20,000 บาท อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ เมื่อฟังว่าจำเลยผิดสัญญาจำเลยก็ต้องชำระเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามข้อสัญญา จะอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายย่อมฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน เลิศวิรุฬห์ · เริ่ม ธรรมดุษฎี · อำนวย อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2548

จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมการขายอ้อยและน้ำตาลทรายจำนวน 972,303.26 บาท ซึ่งได้รับคืนจากกรมสรรพากรเพื่อไปชำระให้แก่กองทุนโจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับที่ 4 และที่ 5 ว่าด้วยการเรียกเก็บค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2654/2539

โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเครื่องสูบน้ำสปริงเกอร์พร้อมท่อและอุปกรณ์ประกอบด้วยเครื่องยนต์กำลัง จำนวน 13 ชุด จากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2เป็นผู้ออกสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ให้แก่โจทก์ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2561

ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง กำหนดให้ผู้ใช้ความถี่วิทยุต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ และกรณีที่ผู้ใช้ความถี่วิทยุไม่ชำระหรือชำระค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเกินกำหนดเวลา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5225/2561

เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8282/2548

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนด ขอให้ใช้เงินที่ชำระไปแล้วคืนและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้