Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2282/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาจ้างระบุว่า โจทก์จะได้รับเงิน 40,000 บาท ต่อเดือนเงินโบนัสประจำปีเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน และจะมีเงินโบนัสสำหรับการปฏิบัติหน้าที่จ่ายให้แก่โจทก์สำหรับงานใด ๆ ซึ่งโจทก์จัดการให้ได้มาแก่จำเลยด้วยความพยายามของโจทก์เอง โดยจ่ายให้ในอัตราร้อยละ 2.5 ของสินจ้างของงานนั้น ๆ ดังนั้น นอกจากโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างเป็นรายเดือนแล้ว เมื่อโจทก์จัดหางานตามโครงการมาได้ โจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนร้อยละ 2.5 ของสินจ้างที่จำเลยได้รับอันเป็นผลงานที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างหามาได้ย่อมถือได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานโดยตรง แม้ในสัญญาจ้างจะเรียกเงินดังกล่าวว่าโบนัส ก็เป็นค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดจ่ายเงินค่าจ้างแก่โจทก์เมื่อใดจึงให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 31 วรรคแรก ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ส่วนเงินเพิ่มนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจผิดนัดในการจ่ายเงินค่าจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 2 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2532 จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างมีกำหนดเวลา 3 ปี โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการและที่ปรึกษาทางวิชาการรวมทั้งปฏิบัติหน้าที่จัดหางานหรือโครงการ รับจ้างเป็นที่ปรึกษางานหรือโครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้แก่จำเลย โดยมีข้อตกลงระบุในข้อที่ 6 ตามสัญญาจ้างมีสาระสำคัญว่า จำเลยตกลงจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์สำหรับผลการทำงานซึ่งโจทก์สามารถจัดหางานหรือโครงการให้แก่จำเลยได้ในอัตราร้อยละ 2.5 ของมูลค่างานหรือโครงการนั้น ๆ ทั้งนี้รวมถึงงานหรือโครงการใด ๆ ที่โจทก์สามารถจัดหาให้ได้และจำเลยได้กำหนดหมายเลขโครงการแล้ว เมื่อเดือนพฤษภาคม 2534 และเดือนมกราคม 2535 โจทก์สามารถจัดหางานหรือโครงการให้แก่จำเลยได้รวม 2 โครงการ

คือ (1) งานโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจำเลยได้รับสินจ้างในโครงการด้วยเงินสกุลอีซียูของกลุ่มประเทศประชาคมยุโรป จำนวน 426,621 อีซียูจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนวน10,665,525 อีซียู แต่เมื่อถึงกำหนดชำระในวันที่ 1 ตุลาคม 2534จำเลยชำระให้แก่โจทก์เพียงจำนวน 5,332.7625 อีซียู และชำระให้อีกครั้งจำนวน 138 อีซียู เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2535 ยังค้างชำระอีกจำนวน 5,194.7625 อีซียู คิดเป็นเงินไทยจำนวน 163,635 บาท(2) งานโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานแบบยั่งยืนซึ่งจำเลยได้รับสินจ้างในโครงการเป็นเงินจำนวน 5,646,050 บาท จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์ตามสัญญาจำนวน 141,151.25 บาทแต่เมื่อถึงกำหนดชำระในวันที่ 13 มกราคม 2536 จำเลยไม่ชำระให้แก่โจทก์

รวมเป็นเงินค่าจ้างค้างชำระจำนวน 304,786.25 บาทการกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างที่ทำไว้กับโจทก์ และเป็นการจงใจผิดนัดไม่ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 304,786.25 บาทพร้อมทั้งเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 จากต้นเงินจำนวน 163,635 บาททุกระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2534 เงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 จากต้นเงินจำนวน 141,151.25 บาท ทุกระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่ 21 มกราคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 163,635 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2534 และจากต้นเงินจำนวน 141,151.25 บาทนับแต่วันที่ 13 มกราคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยให้การว่า

จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าเป็นลูกจ้างมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2532 เป็นต้นไปสัญญาข้อ 6 ไม่ใช่เรื่องการจ่ายเงินค่าจ้าง แต่เป็นข้อตกลงในการจ่ายเงินโบนัสซึ่งเป็นเงินรางวัลพิเศษ และข้อตกลงดังกล่าวได้มีการเปลี่ยนแปลงแล้วเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2534 โดยให้มีผลต่องานโครงการที่โจทก์ได้จัดหามาจนถึงปัจจุบันและในอนาคตการที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินทั้งสองโครงการโดยอ้างข้อตกลงเดิมจึงเป็นการไม่ถูกต้องโครงการแต่ละโครงการที่โจทก์ฟ้องจะต้องเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสในเงื่อนไขที่แก้ไขใหม่ดังนี้งานโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นโครงการที่มีอยู่ในขณะแก้ไขสัญญา ซึ่งเงื่อนไขข้อตกลงที่แก้ไขใหม่ให้แบ่งการจ่ายเงินโบนัสร้อยละ 2.5 ของมูลค่าโครงการออกเป็น 2 งวดงวดที่ 1 ร้อยละ 1.25 ของมูลค่างานโครงการ โดยจะจ่ายให้ล่วงหน้างวดที่ 2 ร้อยละ 1.25 ของจำนวนเงินที่จำเลยได้รับจากผู้ว่าจ้างในรอบปีที่โจทก์ยังเป็นลูกจ้างอยู่ โดยทั้งสองงวดโจทก์ได้ถือปฏิบัติตามและได้รับเงินจากจำเลยไปหมดแล้วจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบเงินโบนัสในส่วนนี้ให้โจทก์อีก

ส่วนงานโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานแบบยั่งยืนเป็นงานโครงการที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการแก้ไขสัญญาซึ่งตามเงื่อนไขข้อตกลงที่แก้ไขใหม่นี้นอกจากการจ่ายเงินโบนัสจะเป็นเช่นเดียวกับงานโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ผู้จัดการโครงการดังกล่าวจะต้องมีส่วนรับผิดชอบอย่างมากในการดำเนินงาน มิใช่แต่เพียงแนะนำหรือเขียนโครงการเท่านั้น อย่างไรก็ตามกรณีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เป็นผู้จัดการหาหรือมีส่วนรับผิดชอบในโครงการนี้ดังนั้นไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิรับเงินรางวัลพิเศษหรือเงินโบนัสจากโครงการนี้ด้วย และจำเลยยังไม่ได้รับสินจ้างแต่ละโครงการเต็มจำนวนของมูลค่างานทั้งหมดโดยได้รับเป็นระยะตามผลงาน

ดังนั้นที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยได้รับสินจ้างทั้งหมดเต็มจำนวนทั้งสองโครงการแล้วจึงเป็นการไม่ถูกต้อง สำหรับเงินเพิ่มและดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องนั้นเมื่อเงินที่โจทก์ฟ้องมิใช่เงินค่าจ้างแต่เป็นเงินรางวัลพิเศษหรือเงินโบนัส ทั้งการปฏิเสธไม่จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ก็มีเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบชำระดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยได้เปลี่ยนแปลงวิธีการจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์จากการจ่ายงวดเดียว เป็นการจ่ายล่วงหน้าให้กึ่งหนึ่งเมื่อได้รับโครงการ ส่วนอีกกึ่งหนึ่งจะจ่ายให้ตามส่วนที่จำเลยได้รับสินจ้างจากเจ้าของโครงการ ซึ่งโจทก์ทราบและถือปฏิบัติตามแล้ว

ขณะที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยนั้นยังไม่มีการนำเสนอทางวิชาการและตกลงทำสัญญาตามโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานแบบยั่งยืน จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้นำเสนอโครงการดังกล่าวเงินโบนัสหรือค่าตอบแทนตามฟ้องมิใช่ค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 เพราะมิได้จ่ายให้เป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดเมื่อใด จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 31 แต่คดีฟังได้ว่าจำเลยจ่ายค่าตอบแทนตามโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าตอบแทนในส่วนที่ยังค้างชำระจำนวน 163,635 บาท ให้แก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 163,635 บาท ให้แก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยมีว่า จำเลยจะต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 6 ระบุว่า โจทก์จะได้รับเงิน 40,000 บาทต่อเดือน เงินโบนัสประจำปีเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน และจะมีเงินโบนัสสำหรับการปฏิบัติหน้าที่จ่ายให้แก่โจทก์สำหรับงานใด ๆซึ่งโจทก์จัดการให้ได้มาแก่จำเลยด้วยความพยายามของโจทก์เองโดยจ่ายให้ในอัตราร้อยละ 2.5 ของสินจ้างของงานนั้น ๆ ฯลฯดังนั้นนอกจากโจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างเป็นรายเดือนแล้ว เมื่อโจทก์จัดหางานตามโครงการมาได้ โจทก์ยังมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนร้อยละ 2.5 ของสินจ้างที่จำเลยได้รับอันเป็นผลงานที่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างหามาได้ ย่อมถือได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานโดยตรง แม้ในสัญญาจ้างจะเรียกเงินดังกล่าวว่าโบนัส ก็เป็นค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 2 แต่เงินค่าจ้างจำนวน 163,635 บาท ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดนัดเมื่อใด จึงให้จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 31 วรรคแรก ส่วนเงินเพิ่มนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยจงใจผิดนัดในการจ่าย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มแก่โจทก์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมภพ โชติกวณิชย์ · ชลิต ประไพศาล · ชลอ ทองแย้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3673/2527

กรณีที่สหภาพแรงงานและนายจ้างต่างแจ้งข้อเรียกร้องฝ่ายละหลายข้อ ซึ่งต้องแบ่งข้อเรียกร้องเจรจากันเป็นคราว ๆ ไป แม้ในการเจรจาคราวแรกจะตกลงกันได้และทำเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วก็ต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7038/2544

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 2 และข้อ 47 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 583 หมายความว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ทั้งนี้ ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2417/2544

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 2 และข้อ 47 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 583 บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว หมายความว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ลูกจ้างต้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1830/2544

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน 55 คน ได้กระทำผิดด้วยการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้