Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 230/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยปลดโจทก์ออกจากงานเพราะเหตุโจทก์ป่วยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เป็นเหตุยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามข้อ 47 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงานจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่จ่ายถือว่าตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันเลิกจ้างโดยมิต้องทวงถาม.(ที่มา-ส่งเสริม)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด และจำเลยไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจำเลยให้การว่า จำเลยปลดโจทก์ออกจากงาน เพราะโจทก์ป่วยจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จำเลยได้จ่ายเงินบำนาญให้มีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยและมีเงื่อนไขการจ่ายอย่างเดียวกับค่าชดเชย ก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยทวงถาม จำเลยจึงไม่ต้องเสียดอกเบี้ยศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ป่วยเป็นโรคทางสมองจนไม่สามารถทำงานให้แก่จำเลยได้ เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และการหย่อนความสามารถของโจทก์ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างอย่างร้ายแรงตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ประกอบกับจำเลยยังได้จ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทหนึ่ง (บำนาญ) ให้แก่โจทก์เดือนละ9,374.40 บาท ตามระเบียบการธนาคารออมสิน ฉบับที่ 67 หมวด 3 และโจทก์จะได้รับเรื่อยไปทุกเดือน รวมแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชยและถือว่าเป็นเงินประเภทเดียวกับค่าชดเชย จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์อีก ส่วนดอกเบี้ย โจทก์ไม่เคยทวงถามและจำเลยไม่เคยผิดนัดจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ผู้เป็นลูกจ้าง จำเลยจะได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ต่อเมื่อโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 47 คือ(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญา โดยเจตนาแก่นายจ้าง(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วเว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องตักเตือน ฯลฯการที่จะถือว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่ลูกจ้างได้กระทำหรือละเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยมีเจตนาจะให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานฯ แต่โจทก์ในคดีนี้หาได้กระทำการดังกล่าวไม่

หากแต่เจ็บป่วยเป็นโรคทางสมองจนไม่สามารถทำงานให้จำเลยได้ อันเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้มีส่วนก่อให้เกิดขึ้นแต่ประการใด ทั้งยังเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่โจทก์ไม่สามารถจะป้องกันได้ กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยอันเป็นกรณีร้ายแรงดังที่จำเลยอุทธรณ์ จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามประกาศฯ ข้างต้น ข้อ 47(3) ที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภทหนึ่ง (บำนาญ) ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์นั้นมีหลักเกณฑ์และวิธีการการจ่ายต่างกับค่าชดเชย จะถือว่าเป็นเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้โจทก์แล้วหาได้ไม่ และค่าชดเชยนี้เป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้จำเลยต้องจ่ายแก่โจทก์ทันทีที่เลิกจ้าง

เมื่อจำเลยไม่จ่ายให้โจทก์นับแต่วันเลิกจ้าง ก็ได้ชื่อว่าตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันดังกล่าวโดยมิต้องทวงถาม จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่นั้นเป็นต้นมา ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 104,160 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · มาโนช เพียรสนอง · ศิลปชัย มัทธุรศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2567

โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ที่ดินของจำเลยทั้งห้าอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งห้าย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2567

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ถือเอาผลสำเร็จแห่งการงานที่จ้างเป็นสำคัญ และการจ่ายสินจ้างถือเอาความสำเร็จของผลงานหรือตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวกำหนดชำระค่าจ้าง 3 ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8951/2561

โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันมีความผูกพันในอันจะต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อจำเลยไม่ชำระ และโจทก์ได้เข้าชำระหนี้นั้นแล้ว โจทก์จึงย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยรวมถึงเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1304/2559

โจทก์ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดเป็นผู้จ่ายเงินค่าซื้อที่ดินอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แก่ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 50 (5) และภาษีที่คำนวณห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3083/2559

ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้