Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2320/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงเหตุของการเลิกจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มาทำงานสายบ่อยครั้ง และบางครั้งหลังจากพักเที่ยง โจทก์กลับมาทำงานช้าหรือไม่กลับมาทำงานอีก ดังนี้เป็นเรื่องที่ลูกจ้าง ไม่มาทำงานให้แก่นายจ้างตามเวลาที่ นายจ้างกำหนด อันถือว่ามีเหตุสมควรที่ นายจ้างจะเลิกจ้างได้ การที่ จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 ได้แจ้งโจทก์ เป็นพนักงานประจำตำแหน่งพนักงานการเงินและบัญชี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 9,600 บาท เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2531 จำเลยได้ให้โจทก์ออกจากงานโดยไม่ให้เหตุผล อันเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ใช้ค่าชดเชย จำนวน 57,600 บาท และใช้ค่าเสียหายจำนวนเดือนละ6,600 บาท เป็นเวลา 10 ปี รวมเป็นเงิน 849,600 บาทกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าชดเชย จำนวน 57,600 บาทค่าเสียหายจำนวน 792,000 บาท

ดอกเบี้ยจำนวน 20,250 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 849,600 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มาทำงานสายเป็นประจำ เป็นที่เสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ตักเตือนด้วยวาจาหลายครั้งแล้วโจทก์ไม่เคยปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่อาจให้โจทก์ร่วมทำงานด้วยต่อไป จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ตกลงกันเลิกสัญญาจ้างด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ยินยอมจ่ายค่าชดเชยรวมทั้งค่าเสียหายจำนวน 149,760 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 กระทำการในนามจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันในฐานะนายจ้างลูกจ้าง โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 2ในฐานะส่วนตัวให้รับผิดได้ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ มิใช่การเลิกจ้างในกรณีที่ระบุไว้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3)ซึ่งนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะการที่โจทก์มาทำงานสาย หรือหลังพักเที่ยงแล้วโจทก์กลับมาทำงานช้านั้น โจทก์ก็ได้ทำงานเรียบร้อยทันกำหนดเวลา มิได้ทำงานประจำในหน้าที่บกพร่องแต่ประการใด และมิได้กระทำการใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ถึงหากจะเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก็มิใช่กรณีร้ายแรงทั้งจำเลยทั้งสองก็มิได้ตักเตือนเป็นหนังสือก่อน จึงถือว่าการที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายตามฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การเลิกจ้างโดยนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมายกับการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง มีข้อพิจารณาแตกต่างกัน มิใช่ว่าถ้านายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างมิได้กระทำผิดตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47 แล้วจะต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมเสมอไปก็หาไม่การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้นต้องพิจารณาถึงเหตุของการเลิกจ้างเป็นสำคัญว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่สำหรับกรณีของโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์มาทำงานสายบ่อยครั้งและบางครั้งหลังจากพักเที่ยงแล้ว

โจทก์กลับมาทำงานช้าหรือไม่กลับมาทำงานอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกจ้างไม่มาทำงานให้แก่นายจ้างตามเวลาที่นาจ้างกำหนด อันถือว่ามีเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างได้ การที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ในกรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ดังที่โจทก์อุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า บันทึกการรับเงินที่โจทก์จำเลยทำไว้ตามเอกสารหมายเลข 1 ท้ายคำให้การว่า โจทก์ได้รับเงินจำนวน149,760 บาท จากจำเลยที่ 1 เป็นค่าชดเชยเต็มจำนวนและค่าเสียหายอื่น ๆ แล้วนั้น เป็นการให้โจทก์สละสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าชดเชยโดยมิได้เกิดจากความสมัครใจของโจทก์ และเงินตามจำนวนที่โจทก์ได้รับตามบันทึกดังกล่าวนั้น เป็นเงินทำขวัญลูกจ้าง เมื่อออกจากงานและเงินทุนสะสม หาใช่เป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานไม่โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามฟ้อง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ได้รับเงินจำนวน 149,760 บาท เป็นค่าชดเชยเต็มจำนวนรวมค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วยแล้ว ซึ่งโจทก์จำเลยได้ทำบันทึกการรับเงินไว้ตามเอกสารหมายเลข 1 ท้ายคำให้การ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อดังกล่าวจึงเป็นการขอให้ศาลฎีกาฟังว่า โจทก์ยังไม่ได้รับค่าชดเชยจากจำเลยทั้งสองเมื่อเลิกจ้าง อันเป็นข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · ศักดา โมกขมรรคกุล · ปรีชา ธนานันท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 714141)

หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าการเลิกจ้างโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 721948)

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 705285)

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 717471)

การเลิกจ้างด้วยเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการของนายจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2567

กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 เป็นบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองการทำงานแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยกำหนดให้สิทธิแก่ผ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้