Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2361/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกนั้น ข้อวินิจฉัยที่ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยเข้ามาสร้างบ้านสองชั้นเป็นของโจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาโดยตรงในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 โดยต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จะให้ฟังว่าเป็นของจำเลยหรือเป็นลำห้วยสาธารณประโยชน์หรือออกโฉนดที่ดินทับลำห้วยสาธารณประโยชน์มิได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18160 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อประมาณต้นปี 2529 จำเลยบุกรุกเข้าปลูกสร้างบ้านสองชั้นลงบนที่ดินบางส่วนของโจทก์บริเวณด้านหน้าของที่ดินโจทก์ที่ติดกับถนนเพชรเกษม

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานบุกรุก ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำคุกจำเลย แต่จำเลยยังมิได้รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านสองชั้นเลขที่ 719/14 ถนนเพชรเกษม ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18160 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18160 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี แล้วส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท กับอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านกับขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทและปลูกบ้านเลขที่ 719/14 ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและปลูกพืชยืนต้น พืชล้มลุก ติดต่อกันตลอดมาตั้งแต่ปี 2513 ก่อนที่โจทก์จะขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 18160 การออกโฉนดที่ดินของโจทก์ทับที่ดินพิพาทของจำเลยและยังทับลำห้วยสาธารณประโยชน์อีกด้วย จึงถือได้ว่าเป็นการออกโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หาทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ โฉนดที่ดินของโจทก์ต้องถูกเพิกถอน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย หากโจทก์ขาดประโยชน์ก็ไม่ควรเกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 719/14 ถนนเพชรเกษม ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท และอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 9,000 บาท แก่จำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18160 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 17 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา เมื่อประมาณปี 2529 จำเลยเข้ามาปลูกสร้างบ้านสองชั้นในโฉนดที่ดินดังกล่าวของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 39 ตารางวา ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานบุกรุก ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วให้ลงโทษจำคุกจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า

"ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยบุกรุกเข้ามาสร้างบ้านสองชั้นเป็นของโจทก์ ด้วยเหตุนี้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของจำเลยหรือออกโฉนดที่ดินทับลำห้วยสาธารณประโยชน์หาได้ไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ เพราะหากมีการออกโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ก็ย่อมถูกเพิกถอนได้นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกนั้น ข้อวินิจฉัยที่ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยเข้ามาสร้างบ้านสองชั้นเป็นของโจทก์หรือไม่เป็นปัญหาโดยตรงในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญา

ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 โดยต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์จะให้ฟังว่าเป็นของจำเลยหรือเป็นลำห้วยสาธารณประโยชน์หรือออกโฉนดที่ดินทับลำห้วยสาธารณประโยชน์มิได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชอบแล้ว..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · คมวุฒ บุรีธนวัต · มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปล้อมรั้วและรื้อบ้านของโจทก์ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์ห้ามปรามแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ฟัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3632/2541

โจทก์และนายจ้างของ ส. มิได้ถูกฟ้องในคดีอาญา คำพิพากษาของศาลในส่วนคดีอาญาที่พิพากษาว่า ส. ขับรถประมาทไม่มีผลผูกพันนายจ้างของ ส. และบุคคลภายนอก โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยังอาจยกเป็นข้อต่อสู้และนำสืบในคดี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2539

กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลผู้ตายค่าปลงศพผู้ตายรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นๆและค่าขาดไร้อุปการะเนื่องจากเหตุที่ผู้ตายได้รับอันตรายแก่ร่างกายและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมานั้นเป็นปัญหาต้องว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4721/2539

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พินัยกรรมพิพาทเป็นพินัยกรรมปลอม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยที่ 2 ใช้พินัยกรรมดังกล่าวแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินในการจดทะเบียนโอนที่ดินแทนจำเลยที่ 1 นั้น จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5494/2537

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา 46 ประกอบด้วย มาตรา 15คำพิพากษาในคดีอาญาจะผูกพันแต่คู่ความเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2หาได้เป็นคู่ความในคดีอาญา ข้อเท็จจริ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้