Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2370/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องข้อ 1.6 เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์บรรยายว่าเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน คนร้ายได้บังอาจลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป แต่ในคำฟ้องข้อ 2.3 เกี่ยวกับความผิดฐานรับของโจรกลับบรรยายว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันรับของโจรทรัพย์ตามข้อ 1.6 ที่มีคนร้ายลักไป แต่ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่ต้องเกิดขึ้นหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นแล้ว เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานรับของโจรได้ และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 213

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 26พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ได้มีคนร้ายหลายคนร่วมกันเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายสมบัติ พงษ์พานิชผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยคนร้ายได้ร่วมกันถอดบานเกร็ดกระจกหน้าต่าง และร่วมกันใช้มีดงัดลูกกรงเหล็กหน้าต่างดังกล่าวจนเปิดออก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ และเข้าไปในบ้านทางช่องทางหน้าต่างดังกล่าวและร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเก็บไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริตรวม 11 ครั้ง คิดเป็นราคาทรัพย์สิน 330,600 บาท เหตุเกิดที่แขวงบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร วันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง

เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 2 ได้ในคดีอื่นต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมด้วยรถจักรยานจำนวน 2 คัน พระเครื่อง 1 กล่องและอีก 1 ถุง ซึ่งเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกลักไปดังกล่าวข้างต้นกับตั๋วรับจำนำโรงรับจำนำพหลโยธินจำนวน 3 ใบ ตั๋วรับจำนำโรงรับจำนำลิบกี่จำนวน 1 ใบ ซึ่งเป็นตั๋วรับจำนำที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวไปจำนำไว้กับผู้มีชื่อและติดตามยึดของกลางรวมทั้งหมด 25 รายการ ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายร่วมกันลักเอาไปเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นคนร้ายลักทรัพย์รวม 11 กรรมต่างกันไปโดยทุจริต หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันรับของโจรโดยรับเอาทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวรวม8 กรรมต่างกัน

เหตุรับของโจรเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ และแขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ทั้ง 11 ครั้ง ของกลางที่เป็นของผู้เสียหาย ผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ส่วนตั๋วจำนำเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335, 357, 83, 91, 92 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนทรัพย์ของผู้เสียหายรวม 17 รายการ ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคารวมเป็นเงิน176,780 บาท แก่ผู้เสียหาย และขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายด้วยจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร และจำเลยที่ 2รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องจริงศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก

ประกอบด้วยมาตรา 83ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 3 ปี รวม 8 กระทง จำคุกคนละ 24 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 32 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปีให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามฟ้องที่จำเลยทั้งสองได้รับมาในความผิดฐานรับของโจรและผู้เสียหายยังไม่ได้รับคืนแก่ผู้เสียหาย ความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยกจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจร 7 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี

รวมจำคุก 21 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แล้ว เป็นจำคุก 28 ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก14 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรตามคำฟ้องข้อ 2.3 และข้อ 2.8ได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์การกระทำความผิดฐานรับของโจรสองข้อดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นก่อนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามข้อ 1.6 และ 1.9 ดังนั้น ทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 รับและครอบครองจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานรับของโจรได้

เห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 1.6เกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์บรรยายว่า "เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน2542 เวลากลางวัน คนร้ายได้บังอาจลักกีต้าร์ ยี่ห้อกิ๊บสัน 1 ตัว ฯลฯและกีต้าร์ยี่ห้อไวโอชั่น 1 ตัว ของผู้เสียหายไป" แต่ในคำฟ้องข้อ 2.3ความผิดฐานรับของโจรกลับบรรยายว่า "เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันรับของโจรทรัพย์ตามข้อ 1.6 ดังกล่าวที่มีคนร้ายลักไป" ซึ่งความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำอันเป็นการอุปการะ ความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อจำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด เป็นต้น ความผิดฐานรับของโจรจึงต้องเกิดขึ้นหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักกีต้าร์เกิดขึ้นแล้วเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นก่อนย่อมเป็นคำฟ้องที่ขัดต่อสภาพและลักษณะของการกระทำความผิดอย่างชัดเจน จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ได้และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225ประกอบด้วยมาตรา 213สำหรับความผิดฐานรับของโจรตามข้อ 2.8 เห็นว่า

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.9 ความผิดฐานลักทรัพย์ว่า มีคนร้ายลักรถจักรยานไปเมื่อวันที่ 22พฤศจิกายน 2542 และคำฟ้องข้อ 2 และข้อ 2.8 ความผิดฐานรับของโจรโจทก์ได้แก้ฟ้องเป็นว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมด้วยรถจักรยานเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ความผิดฐานรับของโจรจึงเกิดขึ้นภายหลังจากมีการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว คำฟ้องในส่วนนี้ไม่ขัดแย้งหรือเคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นเพียงบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรรวม 7 กระทง เมื่อพิพากษาลงโทษและลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ตามที่ศาลล่างพิพากษามาแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น10 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจร 6 กระทงเมื่อเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุกจำเลยที่ 2ทั้งสิ้น 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · วิชา มั่นสกุล · ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6647/2560

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 353 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลบริหารจัดการด้านการบริหาร การเงิน วางแผนการดำเนินการรวมถึงงบประมาณของโจทก์ และรับผิดชอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11198/2558

แม้จำเลยทั้งสองจะมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหาย แต่ไม่ได้ความว่าจำเลยทั้งสองรู้เห็นหรือคบคิดกับพวกของจำเลยทั้งสองที่เป็นผู้มีและพาอาวุธปืนมายิงผู้เสียหาย การที่พวกของจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจึงเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5813/2549

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จากนั้นได้บรรยายความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4180/2535

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา แต่กล่าวถึงเรื่องการยักย้ายทรัพย์เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันโอนขายที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 663/2530

ซีอิ๊วของกลางส่วนหนึ่งที่ขวดปิดฉลากเครื่องหมายการค้าปลอมระบุว่าผลิตที่แห่งหนึ่ง แต่ความจริงผลิตที่อีกแห่งหนึ่ง เช่นนี้เป็นการหลอกลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดในเรื่องสถานที่ที่ผลิต ซีอิ๊วของกลางจึงเป็นอาหารป…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้