Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2372/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินพิพาทมีพระบรมราชโองการแสดงถึงพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชทานที่ดินแก่เจ้ามรดกเพื่อใช้เป็นที่ทำฮวงซุ้ยฝังศพบุคคลในตระกูล ตลอดไปไม่พึงประสงค์ให้บุคคลภายนอกละเมิดสิทธิ เมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกที่พิพาทให้ผู้สืบตระกูล ต่างมีสิทธิร่วมกันในที่ดินมิให้โอนขายจำหน่ายสิทธิ ทั้งระบุให้ผู้สืบตระกูล มีหน้าที่ปฏิบัติตามพินัยกรรมนั้น หากทำตามความประสงค์ไม่ได้ ก็มีทางแก้ไขเฉพาะวิธีการทำฎีกาทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้ข้อความในพินัยกรรมดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายเป็นการก่อตั้งทรัสต์ แต่เมื่อได้กระทำก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับเมื่อ พ.ศ. 2468ก็นับว่าพินัยกรรมส่วนนี้สมบูรณ์ใช้ได้ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1686 พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย่อมมีผลเป็นกฎหมาย เมื่อมิได้มีพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านเองหรืออำนาจเด็ดขาดอื่นใดยกเลิกเพิกถอนโดยเฉพาะแล้วพระบรมราชโองการนั้นย่อมมีผลอยู่ ฉะนั้น การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการรับรองความถูกต้องของพินัยกรรมให้ที่ดินพิพาทเป็นที่ฝังศพของบุคคลในตระกูลเจ้ามรดกเป็นการถาวรดังความในพินัยกรรม ทั้งทรงห้ามบุคคลใดฟ้องร้องเพื่อบังคับเอาที่ดินพิพาทไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หากมีการฟ้องร้องดังกล่าวก็ห้ามมิให้ผู้พิพากษารับฟ้องรับวินิจฉัยคดีให้ผิดไปจากพินัยกรรมนั้น ย่อมมีผลรวมถึงการห้ามมิให้ฟ้องร้องเอาที่ดินพิพาทโดยอ้างการครอบครองปรปักษ์ด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจเป็นช่องทางให้ทายาท หรือผู้จัดการมรดกหลีกเลี่ยงข้อความในพินัยกรรมและขัดต่อพระราชประสงค์ โดยวิธีปล่อยให้ผู้รับโอนที่ดินพิพาทครอบครองปรปักษ์ และใช้ที่ดินพิพาทไปแสวงประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้เป็นที่ฝังศพของตระกูล เป็นการทำให้วัตถุประสงค์ในพินัยกรรมไร้ผลเมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยจึงไม่อาจยกเอาอายุความครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) ตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 28 มกราคม ร.ศ. 109 หรือ พ.ศ. 2433พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานที่ดินตำบลเขาระฆังทอง อำเภอบางนอน แขวงเมืองระนอง (ปัจจุบันเป็นตำบลบางนอน อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง) เนื้อที่ 375 ตารางเส้นกับ 300 ตารางวา แก่พระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี(คอซิมก๊อง ณ ระนอง) เพื่อใช้เป็นที่ฝังศพญาติวงศ์ในตระกูล ต่อมาวันที่ 25 มกราคม ร.ศ. 130 หรือ พ.ศ. 2454 พระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) ได้ทำพินัยกรรมแสดงความประสงค์ให้ที่ดินที่ได้รับพระราชทานดังกล่าวเป็นที่กลางสำหรับตระกูลสืบไป ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พินัยกรรมเป็นไปตามความประสงค์และถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

เมื่อ พ.ศ. 2513 โจทก์อนุญาตให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นเนื้อที่ 4 ไร่ ต่อมาโจทก์ประสงค์ให้จำเลยออกไปโดยโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบหลายครั้งแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในกองมรดกของพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปจำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า ที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตที่ดินพระราชทาน โจทก์ไม่ได้อนุญาตให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท แต่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่

พ.ศ. 2509 ตัวแทนของโจทก์เพิ่งแจ้งให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2528 ว่าที่ดินพิพาทเป็นของตระกูล ณ ระนอง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมาย 5ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดิน ห้ามเกี่ยวข้องต่อไปจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม ร.ศ. 119 หรือ พ.ศ. 2433พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการพระราชทานที่ดินตำบลเขาระฆังทอง อำเภอบางนอน แขวงเมืองระนองซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วย มีอาณาเขตทิศเหนือยาว 18 เส้น จดหลักซึ่งกรมการปักไว้เป็นเขต ทิศใต้ยาว 20 เส้น จดตลิ่งลงที่เลนเป็นเขตทิศตะวันออกยาว 20 เส้น 15 วา จดลำคลองเป็นเขต ทิศตะวันตกยาว15 เส้น จดลำคลองเป็นเขตเนื้อที่ดินรวมประมาณ 375 ตารางเส้น กับ300 ตารางวา แก่พระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี(คอซิมก๊อง ณ ระนอง) สำหรับทำเป็นฮวงซุ้ยที่ฝังศพญาติวงศ์ในตระกูลปรากฏตามสำเนาพระราชหัตถเลขาเอกสารหมาย

ป.จ.6 และเมื่อวันที่25 มกราคม ร.ศ. 130 หรือ พ.ศ. 2454 พระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) ได้ทำหนังสือพินัยกรรมแสดงความประสงค์ให้ที่ดินที่ได้รับพระราชทานดังกล่าวคงไว้เป็นที่กลางสำหรับตระกูลให้อยู่เป็นปกติถาวรสืบไปในภายหน้าขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชโองการให้พินัยกรรมที่ได้ทำไว้มีผลใช้บังคับต่อไป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สลักหลังท้ายหนังสือพินัยกรรมเป็นอันใช้ได้เหมือนหนังสือพินัยกรรมที่ได้ทำถูกต้องตามพระราชกำหนดกฎหมายทุกประการ ตามสำเนาหนังสือพินัยกรรมและสำเนาพระราชหัตถเลขาเอกสารหมาย

ป.จ.4 และ ป.จ.5 ตามลำดับ ต่อมามีการสร้างสุสานฝังศพบุคคลในตระกูล ณ ระนอง ไว้หลายแห่ง พ.ศ. 2498นายบุญศักดิ์ ณ ระนอง ผู้จัดการมรดกของพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) ได้แจ้งการครอบครองที่ดินพระราชทาน ตามสำเนา ส.ค.1 เอกสารหมาย ป.จ.8 และ พ.ศ. 2524โจทก์ได้ให้นายพูนผล ณ ระนอง ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินที่จำเลยฎีกาว่า ข้อความในเอกสารหมาย ป.จ.6 เป็นเพียงหนังสือแสดงการพระราชทานกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่พระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) มิใช่ยกให้อย่างถวายที่ดินของวัดหรือยกให้เป็นที่ดินของรัฐ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มิได้ยกเว้นหลักกฎหมายทั่วไป

ฉะนั้น เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 โจทก์จึงอาจสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ได้ ทั้งสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย ป.จ.4 สำเนาพระราชหัตถเลขาเอกสารหมายป.จ.5 ก็มีผลเพียงว่าเอกสารหมาย ป.จ.4 เป็นพินัยกรรมซึ่งมีผลใช้บังคับระหว่างทายาทในตระกูลผู้รับโอนมรดกของพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) เท่านั้น ไม่มีผลบังคับใช้แก่บุคคลภายนอกรวมทั้งจำเลยด้วยแต่อย่างใดนั้น เมื่อพิเคราะห์สำเนาพระราชหัตถเลขาเอกสารหมาย ป.จ.6 ปรากฏข้อความว่า "...เราได้อนุญาตยกที่นี้ให้แก่พระยารัตนเศรษฐีแล้วพระยารัตนเศรษฐีและผู้ที่จะสืบตระกูลต่อไปจะก่อสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นในที่นั้น

ก็ก่อสร้างได้ตามประสงค์ ให้ที่ตำบลซึ่งกล่าวมานี้คงเป็นที่สำหรับฝังศพในตระกูลพระยารัตนเศรษฐีสืบไปผู้ใดผู้หนึ่งจะทำลายรื้อถอนสิ่งที่ตระกูลของพระยารัตนเศรษฐีก่อสร้างไว้โดยความกดขี่อย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้..." เห็นว่าข้อความในสำเนาพระราชหัตถเลขาเอกสารหมาย ป.จ.6 มีผลเป็นพระบรมราชโองการ แสดงถึงพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จ-พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการพระราชทานที่ดินแก่พระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) ก็เพื่อใช้เป็นที่ทำฮวงซุ้ยฝังศพบุคคลในตระกูลตลอดไป ไม่พึงประสงค์ให้บุคคลภายนอกคนใดคนหนึ่งละเมิดสิทธิทำลาย รื้อถอนสิ่งที่บุคคลในตระกูลพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี(คอซิมก๊อง

ณ ระนอง) ก่อสร้างในที่ดินดังกล่าว ส่วนสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย ป.จ.4 ก็ปรากฏข้อความในข้อ 3 ว่า "...เมื่อข้าพเจ้ามรณภาพแล้วให้ที่บ้าน...ที่ฮวงซุ้ย...เป็นที่กลางสำหรับตระกูลมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดในตระกูลของข้าพเจ้ามีอำนาจที่จะเอาไปจำหน่ายให้ปัน ซื้อขาย แลกเปลี่ยนหรือเอาไปตีเป็นประกันหนี้สินอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นอันขาด มิให้นับว่าที่ 2 รายนี้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของผู้หนึ่งผู้ใดในตระกูลของข้าพเจ้าเป็นอันขาด" แสดงเจตนารมณ์ว่าให้ผู้สืบตระกูลต่างมีสิทธิร่วมกันในที่ดิน ไม่ให้โอนขายจำหน่ายสิทธิดังกล่าว ทั้งผู้สืบตระกูลยังมีหน้าที่ตามพินัยกรรม ข้อ 5 ว่า "...ให้ผู้สืบตระกูลของข้าพเจ้าเป็นผู้ปกครองรักษาที่ทั้งสองแห่ง

...จัดการให้เป็นไปตามคำสั่ง ...ถ้าและผู้สืบตระกูลไม่เอาใจรักษา ...และมีวงศ์ญาติ ...ตั้งแต่สี่คนขึ้นไปพร้อมกันขอให้ผู้สืบตระกูลซึ่งปกครองรักษาที่จัดการ... ให้ต้องตามเจตนาของข้าพเจ้าไม่ได้... ก็ให้ทำฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ...ขอพระราชทานพระบารมี...เป็นที่พึ่งแล้วแต่จะทรงพระราชดำริเห็นควรว่าจะเปลี่ยนผู้ที่สืบตระกูลหรือจะมีพระราชดำรัสสั่งประการใดเป็นเด็ดขาดต้องเป็นไปตามพระราชดำริ..." ซึ่งแสดงว่าพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) เจ้ามรดกมีความประสงค์ไม่ต้องการให้ที่ดินพิพาทเปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของไปอยู่กับบุคคลอื่น ซึ่งถ้าหากทำตามความประสงค์ไม่ได้ ก็มีทางแก้ไขเฉพาะวิธีการให้ทำฎีกาทูลเกล้าฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งมีลักษณะคล้ายการก่อตั้งทรัสต์ เมื่อได้กระทำก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับเมื่อ พ.ศ. 2468 ก็นับว่าพินัยกรรมในส่วนนี้สมบูรณ์ใช้ได้ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1686 ส่วนสำเนาพระราชหัตถเลขาเอกสารหมาย ป.จ.5มีข้อความว่า "ด้วยพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง) ได้ทำหนังสือพินัยกรรม... แสดงความประสงค์ถึงการรักษาที่ไว้ป้ายและที่ฝังศพพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซุเจียง) ผู้บิดา เพื่อให้เป็นปกติถาวรสืบไปภายหน้า...เห็นว่าเป็นความประสงค์อันแท้จริง...เป็นการทำถูกต้องตามพระราชกำหนดกฎหมายแล้ว ถ้าจะมีผู้ใดไปฟ้องร้องว่ากล่าวขอให้เปลี่ยนแปลงไปจากความประสงค์ของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง)

นี้อย่างหนึ่งอย่างใดห้ามอย่าให้ผู้พิพากษารับไว้พิจารณาให้ผิดไปจากความประสงค์นี้..." ก็มีผลเป็นพระบรมราชโองการแสดงถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับรองความถูกต้องของพินัยกรรม และมีพระราชประสงค์ให้ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ฝังศพบิดาของพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี(คอซิมก๊อง ณ ระนอง) กับบุคคลในตระกูลเป็นการถาวรดังข้อความในพินัยกรรม ทั้งทรงห้ามบุคคลใดก็ตามไปฟ้องร้องว่ากล่าวเพื่อบังคับเอาที่ดินพิพาทไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ถ้ามีการฟ้องร้องดังกล่าวก็ห้ามมิให้ผู้พิพากษารับฟ้องวินิจฉัยคดีให้ผิดไปจากพินัยกรรมซึ่งก็ย่อมมีผลรวมถึงการห้ามมิให้ฟ้องร้องเอาที่ดินพิพาทโดยอ้างการครอบครองปรปักษ์ด้วย ซึ่งถ้าหากยินยอมให้บุคคลภายนอกอ้างสิทธิดังกล่าวได้

ก็ย่อมเป็นช่องทางให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดกในตระกูลพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี(คอซิมก๊อง ณ ระนอง) เจ้าของที่ดินพิพาทคนใดคนหนึ่งหลีกเลี่ยงข้อความและขัดต่อพระราชประสงค์ในสำเนาพระราชหัตถเลขาเอกสารหมายป.จ.6 และ ป.จ.5 และสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย ป.จ.4 โดยวิธีปล่อยให้ผู้รับโอนที่ดินพิพาทครอบครองปรปักษ์และใช้ที่ดินพิพาทไปแสวงหาประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้เป็นฮวงซุ้ยที่ฝังศพตระกูลพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง)เป็นการทำให้วัตถุประสงค์ในพินัยกรรมไร้ผลไปได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 4 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2475 ฉะนั้น

โจทก์จึงอาจสูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการที่บุคคลภายนอกรวมทั้งจำเลยครอบครองปรปักษ์ได้นั้น เห็นว่า พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ย่อมมีผลเป็นกฎหมาย เมื่อมิได้มีพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านเองหรืออำนาจเด็ดขาดอื่นใดยกเลิกเพิกถอนโดยเฉพาะแล้ว พระบรมราชโองการนั้นก็ย่อมยังมีผลอยู่ส่วนการที่ผู้จัดการมรดกของพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) เคยดำเนินการแจ้งส.ค.1 และขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทก็เป็นเพียงวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาท เท่านั้น จำเลยไม่อาจยกอายุความครอบครองปรปักษ์ขึ้นต่อสู้โจทก์ และฟังได้ว่าจำเลยบุกรุกที่ดินพิพาทเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดินห้ามเกี่ยวข้องต่อไป ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อากาศ บำรุงชีพ · ชลิต ประไพศาล · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้