Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2408/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายถึงอำนาจหน้าที่ของจำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดร้อยเอ็ด เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับพนักงานจ้าง แต่จำเลยใช้ตำแหน่งหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง เรียกประชุมข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง แล้วแจ้งต่อที่ประชุมว่าขอหักเงินโบนัสคนละ 5 เปอร์เซ็นต์ ของเงินโบนัสที่แต่ละคนจะได้รับ หากผู้ใดไม่จ่ายเงินให้จำเลยก็จะกลั่นแกล้งจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จนทำให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างทุกคน รวมทั้งโจทก์ทั้งสองต้องยอมจ่ายเงินโบนัสให้ เป็นการบรรยายถึงอำนาจหน้าที่ของจำเลยในการบริหารราชการในภาพรวมในฐานะที่จำเลยเป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กร แต่ใช้อำนาจหน้าที่ที่จำเลยมีไปในทางที่ผิดกฎหมายในลักษณะใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และ 157 กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 3,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธและไม่ได้ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,770 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และจำนวน 1,510 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นข้าราชการพนักงานส่วนตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องฟ้องเคลือบคลุม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยซึ่งปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง เรียกรับเงินโบนัสจากโจทก์ทั้งสอง ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำ เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคลอื่น ดังนั้น หน้าที่ของจำเลยจึงเป็นองค์ประกอบของความผิดที่สำคัญ โจทก์ทั้งสองต้องบรรยายมาในคำฟ้องให้เห็นหรือเข้าใจว่าจำเลยมีหน้าที่อย่างไร เพราะหากไม่มีหน้าที่หรือกระทำนอกหน้าที่ การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์ทั้งสอง

เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวอ้างการกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ และมีพฤติการณ์กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองแล้วหรือไม่ อย่างไร และหน้าที่ของจำเลยมีแค่ไหน เพียงใด จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร รวมทั้งเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมายของจำเลยหรือไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายฟ้องมาให้ได้ความชัดเจน คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษายกฟ้องนั้น โจทก์ทั้งสองอ้างในฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องมาในข้อ 1 ว่า "จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง

อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2551 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (วันยื่นฟ้องคดี) และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 โดยมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับว่าด้วยการนั้น และหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดร้อยเอ็ด เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับพนักงานจ้าง..." ดังนี้ จึงเห็นได้ชัดเจนว่า โจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องมาครบถ้วนแล้วว่า

จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับว่าด้วยการนั้น และหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดร้อยเอ็ด เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับพนักงานจ้างโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องมาในข้อ 2.1 ว่า "จำเลยได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง พูดจา ข่มขู่ บังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง สัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์แก่ข้าราชการ พนักงานลูกจ้างประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง จำนวนทั้งหมด 36 ราย รวมโจทก์ทั้งสองคนด้วย เพื่อให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงจำนวนทั้งหมด 36 ราย

มอบเงินโบนัสที่จะได้รับคนละ 5 เปอร์เซ็นต์ ของเงินโบนัสที่แต่ละคนจะได้รับแก่จำเลย หากข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างคนใดไม่ยอมมอบเงินโบนัสให้แก่จำเลยจะต้องถูกจำเลยกลั่นแกล้งจนไม่สามารถปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ได้จะต้องถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่น จนทำให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงทุกคนรวมโจทก์ทั้งสองด้วยต้องยอมจ่ายเงินโบนัสให้แก่จำเลย" เมื่อจำเลยมีหน้าที่ในการบริหารโดยภาพรวมขององค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง การที่จำเลยเรียกประชุมแล้วแจ้งต่อที่ประชุมขอหักเงินโบนัสคนละ 5 เปอร์เซ็นต์ ของเงินโบนัสที่จะได้รับ จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วและการที่จำเลยแจ้งต่อที่ประชุมว่า

หากผู้ใดไม่จ่ายเงินให้ จะกลั่นแกล้งจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งต่อโจทก์ทั้งสองและพนักงานคนอื่นในองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงแล้ว โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องต่อไปว่า "จนทำให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงทุกคนรวมโจทก์ทั้งสองด้วยต้องยอมจ่ายเงินโบนัสให้จำเลย โดยจำเลยรับไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 คนละ 5 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้เงินโบนัสที่ได้รับรวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 38,530 บาท (สามหมื่นแปดพันห้าร้อยสามสิบบาทถ้วน) ซึ่งจำเลยได้รับเรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินโบนัสของโจทก์ที่ 1 จำเลยได้รับไปเป็นเงินจำนวน 1,770 บาท ส่วนเงินโบนัสของโจทก์ที่ 2 จำเลยได้รับเป็นเงินจำนวน 1,510 บาท

จำเลยได้รับเงินโบนัสจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนเองโดยไม่มีอำนาจหรือไม่มีสิทธิได้รับโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด รายละเอียดเงินโบนัสของข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง ที่ได้รับและที่ได้จ่ายให้แก่จำเลยรับไป " จึงเป็นการบรรยายฟ้องมาว่าหน้าที่ของจำเลยเป็นผู้บริหารในองค์กรสูงสุด สามารถจะใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่หักหรือลดเงินเดือนพนักงานในองค์กรได้ทุกคน หากชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่จำเลยมาหักเงินของพนักงานในองค์การบริหารส่วนตำบลทุกคนรวมทั้งของโจทก์ทั้งสองไป เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ที่จำเลยมีไปในทางที่ผิดกฎหมายในลักษณะใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ คำฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายฟ้องได้ความชัดเจนถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี

จำเลยเองให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาตลอด คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น เนื่องจากผลของคดีนี้อาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 208 (2)

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ฐานันท์ วรรณโกวิท · นพพร โพธิรังสิยากร · ชลิศร์ สวัสดิทัต
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายสมิต ประสมทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2094/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ4433/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3988/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้