Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2434/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างเท่านั้น มิได้กำหนดเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จแต่อย่างใด ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากนายจ้างหรือไม่เพียงใด ย่อมต้องแล้วแต่ระเบียบข้อบังคับของนายจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้กำหนดไว้คดีนี้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ได้กำหนดให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างแต่ได้กำหนดให้จำเลยจ่ายเพียงเงินชดเชยเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินบำเหน็จจากจำเลย แม้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยจะได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ลูกจ้างได้รับเงินชดเชยในกรณีลาออกไว้ด้วยก็เป็นการกำหนดเพิ่มเติมนอกเหนือจากหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งกำหนดให้จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างเฉพาะกรณีเลิกจ้างเท่านั้นก็ตาม แต่การกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้เป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 46

คำฟ้องและคำให้การ

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างเท่านั้น มิได้กำหนดเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จแต่อย่างใด ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากนายจ้างหรือไม่เพียงใด ย่อมต้องแล้วแต่ระเบียบข้อบังคับของนายจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้กำหนดไว้คดีนี้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ได้กำหนดให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างแต่ได้กำหนดให้จำเลยจ่ายเพียงเงินชดเชยเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินบำเหน็จจากจำเลย แม้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยจะได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ลูกจ้างได้รับเงินชดเชยในกรณีลาออกไว้ด้วยก็เป็นการกำหนดเพิ่มเติมนอกเหนือจากหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งกำหนดให้จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างเฉพาะกรณีเลิกจ้างเท่านั้นก็ตาม แต่การกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้เป็นคุณแก่ลูกจ้างมากกว่า จึงไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงานแต่อย่างใด เมื่อจำเลยจ่ายเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามที่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(3) กำหนดไว้ เงินชดเชยดังกล่าวจึงเป็นค่าชดเชยไม่อาจจะแปลว่าเป็นเงินบำเหน็จ ดังที่โจทก์อ้างได้โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยจากจำเลยซ้ำอีกโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำงานกับจำเลยมาจนครบเกษียณอายุตำแหน่งสุดท้ายคือ

หัวหน้าส่วนพยาบาลฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้างเดือนละ 14,720 บาท รวมระยะเวลาที่โจทก์ทำงานกับจำเลย16 ปี 3 เดือน 14 วัน หรือ 196 เดือน ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคูณกับจำนวนเดือนหารด้วย 12 คิดเป็นเงิน 240,426.66 บาท แต่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพียง 222,980 บาท เมื่อหักแล้วจำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์อีก 17,526.66 บาท และเนื่องจากโจทก์ทำงานให้กับจำเลยไม่น้อยกว่า3 ปี ติดต่อกัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน 88,320 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายให้โจทก์ หลังจากที่โจทก์เกษียณอายุแล้ว

จำเลยยังได้จ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งบุรุษพยาบาล และเมื่อครบกำหนดแต่ละปีแล้วจำเลยก็ต่อสัญญาให้โจทก์รวม 3 ปี เมื่อจำเลยเลิกจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน คิดเป็นเงิน98,052 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ทำงานตั้งแต่ต้นจนถึงเกษียณอายุเป็นเงิน 88,320 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ทำงานหลังจากเกษียณอายุเป็นเงิน 98,052 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ย ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จที่ยังค้างชำระ 17,526.66บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานของจำเลยแต่ได้ออกจากงานเนื่องจากครบเกษียณอายุ 55 ปี

จำเลยได้จ่ายเงินชดเชยให้โจทก์ไปครบถ้วนตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยแล้ว ตามระเบียบข้อบังคับเดิมของจำเลยให้จ่ายเงินชดเชยในกรณีที่พนักงานต้องออกจากงานไป 2 กรณี คือ เมื่อพนักงานลาออก หรือจำเลยให้ออกโดยกำหนดให้จ่ายเงินชดเชยสูงกว่าอัตราค่าชดเชยที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่จำเลยจ่ายเงินชดเชยจำนวน 222,900 บาท เป็นจำนวนที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และโจทก์มิได้โต้แย้ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยจำนวน 88,320 บาท ซ้ำอีก ส่วนที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยจ่ายเงินผิดไปจากระเบียบข้อบังคับโดยจ่ายเงินขาดไป 17,526.66 บาท นั้นไม่เป็นความจริงเพราะตามประกาศปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานและวิธีคิดคำนวณเงินชดเชยใหม่ตามประกาศของจำเลยฉบับที่ 4/2525ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2525 การคิดเงินชดเชยตามประกาศใหม่นี้เป็นประโยชน์แก่พนักงานมากกว่าเดิมและพนักงานของบริษัทก็มิได้โต้แย้งไว้ และการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าคราว

ๆ ไป หลังจากเกษียณอายุแล้วรวม 3 ครั้ง เป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย และโจทก์เองก็ทราบดี โดยยอมตกลงไม่เรียกร้องและรับเงินชดเชย รวมทั้งเงินค่าตอบแทนใด ๆ จากจำเลยตามสัญญาจ้างทำงาน ข้อ 6 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยจากจำเลยอีกและการที่โจทก์ออกจากงานไปตามสัญญานี้ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสอง และสัญญาจ้างทั้งสามฉบับนั้นรวมกันแล้วยังไม่ครบ3 ปี ตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยจำนวน98,052 บาท ให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.1 และ ล.2 อันเป็นระเบียบข้อบังคับสำหรับพนักงานของจำเลยกับเอกสารหมาย

ล.3 และ ล.4ซึ่งเป็นประกาศของจำเลยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคำนวณผลประโยชน์ต่าง ๆ และโครงสร้างเงินเดือนใหม่ของจำเลยมิได้กล่าวถึงเงินบำเหน็จแต่อย่างใด คงกล่าวถึงเงินชดเชย เงินจำนวน 222,900 บาท ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์จึงเป็นการจ่ายค่าชดเชย การจ่ายเงินชดเชยนี้เป็นประโยชน์แก่โจทก์มากกว่าการจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 กรณีจึงถือได้ว่าการจ่ายเงินชดเชยของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.5 เป็นการจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ครบถ้วนถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับแล้ว ส่วนค่าชดเชยหลังเกษียณอายุจำเลยต้องจ่ายให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยหลังจากเกษียณอายุให้แก่โจทก์เป็นเงิน 98,052 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ย

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "การจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างกรณีเลิกจ้างนั้น ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างเท่านั้น มิได้กำหนดเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จแต่อย่างใดดังนั้น ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากนายจ้างหรือไม่เพียงใด ย่อมต้องแล้วแต่ระเบียบข้อบังคับของนายจ้างหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้กำหนดไว้ ในคดีนี้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ได้กำหนดให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง แต่ได้กำหนดให้จำเลยจ่ายเพียงเงินชดเชยเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินบำเหน็จจากจำเลย และแม้ระเบียบข้อบังคับของจำเลยจะได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ลูกจ้างได้รับเงินชดเชยในกรณีลาออกไว้ด้วย

ก็เป็นการกำหนดเพิ่มเติมนอกเหนือจากหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งกำหนดให้จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างเฉพาะกรณีเลิกจ้างเท่านั้นก็ตาม แต่การกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้เป็นคุณแก่ลูกจ้างมากกว่า จึงไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีของโจทก์เป็นเรื่องออกจากงานเพราะเลิกจ้างซึ่งตรงกับหลักเกณฑ์ค่าชดเชยตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวโดยระเบียบข้อบังคับของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.3 ข้อ 6(ข) กำหนดหลักเกณฑ์การคิดคำนวณเงินชดเชยในกรณีที่จำเลยให้ลูกจ้างออกจากงานไว้ว่า"ข-1 มีอายุงานน้อยกว่า 1 ปี

จะได้รับเงินชดเชยเท่ากับเงินเดือนประจำ 1 เดือนข-2 มีอายุงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป แต่น้อยกว่า 3 ปี จะได้รับเงินชดเชยเท่ากับเงินเดือนประจำ 3 เดือนข-3 มีอายุงานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปจนถึง 6 ปี จะได้รับเงินชดเชยเท่ากับเงินเดือนประจำ 6 เดือนข-4 มีอายุงานมากกว่า 6 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินชดเชยเท่ากับเงินเดือนประจำ 6 เดือน บวกกับ (อายุงานนับเป็นเดือนลบเจ็ดสิบสองหารด้วยสิบสอง) คูณกับส่วนประกอบต่าง ๆ เช่นเดียวกับ (5) "เช่นนี้จะเห็นได้ว่า เงินชดเชยที่ลูกจ้างของจำเลยได้รับจะไม่น้อยกว่าค่าชดเชยตามที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวกำหนดไว้ ประกอบกับหลักเกณฑ์การคิดคำนวณเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยก็คล้ายกับหลักเกณฑ์ตามที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวกำหนดไว้อีกทั้งลูกจ้างก็ได้รับผลประโยชน์มากกว่าด้วย

เมื่อจำเลยจ่ายเงินชดเชยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามที่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46(3)กำหนดไว้เงินชดเชยดังกล่าวจึงเป็นค่าชดเชย ไม่อาจที่จะแปลว่าเงินชดเชยดังกล่าวเป็นเงินบำเหน็จดังที่โจทก์อ้างได้ ฉะนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยจากจำเลยซ้ำอีก

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา ธนานันท์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมมาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2545

แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีอำนาจในการที่จะสั่งถอดถอนกรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ใดภายใต้เงื่อนไข พ.ร.บ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1830/2544

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน 55 คน ได้กระทำผิดด้วยการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7330/2543

นายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 และไม่ให้ลูกจ้างทำงานตั้งแต่วันดังกล่าว คงจ่ายแต่เฉพาะสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้าง เงินดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1896/2543

โจทก์ทำงานอยู่แผนกจัดส่ง มีหน้าที่รับส่งและบรรจุน้ำมันลงถังการที่ ว. หัวหน้าแผนกซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์สั่งให้โจทก์ไปตักน้ำมัน และไขน้ำมันจากท่อน้ำรวมในโรงงานซึ่งมีน้ำสกปรกไหลผ่าน เป็นการสั่งให…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้