Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2438/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยกับผู้เสียหายเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อนวันเกิดเหตุจำเลยทำทีขอนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพลตำรวจส. เมื่อสบโอกาสจำเลยแย่งเอาอาวุธปืนของพลตำรวจส. แล้ววิ่งไปทางบ้านพักที่เกิดเหตุครั้นพบผู้เสียหายและอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ2.50เมตรจำเลยชักอาวุธปืนออกยิงผู้เสียหายทันทีพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยได้ทะเลาะโต้เถียงกับผู้เสียหายหรือผู้เสียหายได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อจำเลยซึ่งมีลักษณะเป็นการข่มเหงการที่จำเลยและผู้เสียหายต่างเป็นภรรยาของสิบตำรวจโทพ. ไม่ว่าจำเลยจะเป็นภรรยามาก่อนหรือไม่ก็ตามจำเลยจะอ้างว่าตนถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหาได้ไม่แต่การที่จำเลยเบิกความยอมรับว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปในวันเกิดเหตุและกระสุนปืนของจำเลยได้ลั่นขึ้นนั้นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลถือเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ตามป.อ.มาตรา78.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ของกรมตำรวจซึ่งจำเลยฉกฉวยไปจากการครอบครองของพลตำรวจสมศักดิ์ นิเงาะเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลคันนายาว ยิงทำร้ายร่างกายนางวันเพ็ญ เปลี่ยนกริม หลายนัดโดยเจตนาฆ่า และโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแต่ภาระกระทำไม่บรรลุผล เพราะกระสุนปืนที่จำเลยยิงนั้นบางนัดด้านและบางนัดพลาดไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 289คืนของกลางแก่เจ้าของจำเลยให้การปฎิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 วางโทษจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยกและคืนของกลางแก่เจ้าของโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ถึงแม้ตอนที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย โจทก์จะมีประจักษ์พยานปากเดียวคือผู้เสียหายโดยไม่มีพยานอื่นรู้เห็นอีกก็ตาม แต่ปรากฎว่าตอนเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันและเกิดเหตุในบริเวณบ้านพักของทางราชการตำรวจทั้งในวันเกิดเหตุนั้นผู้เสียหายมิได้ไประรานจำเลยโดยผู้เสียหายกำลังช่วยนางสาวเกษราภรณ์ ทับทิมทอง ทำการขนย้ายสิ่งของอยู่ที่ห้องพักของนางสาวเกษราภรณ์ จำเลยต่างหากเป็นฝ่ายไปหาผู้เสียหายฉะนั้นจึงไม่มีเหตุที่จะระแวงว่าผู้เสียหายแกล้งกล่าวหาหรือปรักปรำจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามข้อเท็จจริงซึ่งได้ความว่า เมื่อเกิดเหตุแล้วสิบตำควจโทไพรัช ได้ขอร้องผู้เสียหายมิให้เอาความกับจำเลยหลังจากสิบตำรวจโทไพรัชกับผู้เสียหายเจรจาตกลงกันได้สิบตำรวจโทไพโรจน์

โคตรโยธา พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลคันนายาว โดยขอให้จดบันทึกข้อตกลงกันไว้และผู้เสียหายได้เล่าสาเหตุของข้อตกลงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยเพราะได้ตกลงกับสิบตำรวจโทไพรัชแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนให้น่าเชื่อว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย มิฉะนั้น ไม่มีเหตุผลที่สิบตำรวจโทไพรัชจะร้องขอให้ผู้เสียหายระงับคดีโดยยอมปฎิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้เสียหายเรียกร้อง หรือไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ผู้เสียหายจะกล่าวหาจำเลยต่อร้อยตำรวจตรีไพโรจน์ ทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายก็มิได้ติดใจเอาความกับจำเลยอยู่ก่อนแล้ว อีกประการหนึ่งจำเลยเบิกความยอมรับอยู่แล้วว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปในวันเกิดเหตุและกระสุนปืนของจำเลยลั่นขึ้นจริง ตามข้อเท็จจริงปรากฎว่ากระสุนปืนของจำเลยซึ่งลั่นขึ้นนั้นถูกขอบประตูห้องพักของนางสาวเกษราภรณ์สูงกว่าระดับพื้นห้องประมาณ 1 เมตร

แสดงให้เห็นว่าเป็นกระสุนปืนซึ่งเกิดจากการยิง ข้อที่จำเลยนำสืบว่าขณะที่จำเลยขึ้นบันไดจำเลยเสียหลักกระสุนปืนของจำเลยลั่นขึ้นเองนั้น เห็นว่าจำเลยมิได้นำสืบให้ชัดแจ้งว่าจำเลยถือหรือพกพาอาวุธปืนไว้ในลักษณะใด กรณีที่กระสุนปืนลั่นขึ้นเอง กระสุนปืนจึงสามารถพุ่งไปถูกของประตูสูงกว่าระดับพื้นห้องประมาณ 1 เมตรได้ และตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมาย จ.9 จำเลยก็มิได้ให้การต่อสู้ว่ากระสุนปืนของจำเลยลั่นขึ้นเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุ แต่กลับต่อสู้ว่าจำเลยมิได้มีอาวุธปืนติดตัวไปในวันเกิดเหตุ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มั่นคง รับฟังไม่ได้ ศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า

จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่พิเคราะห์แล้ว ตามข้อเท็จจริงซึ่งได้ความว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อน วันเกิดเหตุ จำเลยทำทีขอนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพลตำรวจสมศักดิ์ เมื่อสบโอกาสจำเลยแย่งเอาอาวุธปืนของพลตำรวจสมศักดิ์ แล้ววิ่งไปทางบ้านพักที่เกิดเหตุครั้นพบผู้เสียหายและอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 2.50 เมตรจำเลยชักอาวุธปืนออกยิงผู้เสียหายทันที พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเห็นได้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ไม่มีเหตุที่จะฟังว่า จำเลยมีเจตนาเพียงยิงขู่ผู้เสียหาย การที่จำเลยยิงไม่ถูกผู้เสียหายนั้นเกิดจากความไม่ชำนาญในการใช้อาวุธปืนของจำเลย จะฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าหาได้ไม่ข้อที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง

ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมนั้นพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าในขณะเกิดเหตุจำเลยได้ทะเลาะโต้เถียงกับผู้เสียหายหรือผู้เสียหายได้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดต่อจำเลยซึ่งมีลักษณะเป็นการข่มเหงการที่จำเลยและผู้เสียหายต่างเป็นภรรยาของสิบตำรวจโทไพรัช ไม่ว่าจำเลยจะเป็นภรรยามาก่อนหรือไม่ก็ตาม จำเลยจะอ้างว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหาได้ไม่ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตาม การที่จำเลยเบิกความยอมรับว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปในวันเกิดเหตุ และกระสุนปืนของจำเลยได้ลั่นขึ้นนั้นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลถือเป็นเหตุบรรเทาโทษอย่างหนึ่งเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์".

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพียร สุมิระ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ
แหล่งที่มา
สำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 81/2554

หลังจากผู้ตายใช้ขวดสุราตีศีรษะจำเลย ผู้ตายกับจำเลยยังได้รับประทานอาหารด้วยกัน และจำเลยกลับไปบ้านแล้ว ต่อมานานถึง 2 ชั่วโมงเศษ จำเลยจึงมาที่บ้านเกิดเหตุและใช้มีดโต้ฟันผู้ตายขณะที่ผู้ตายกับ ข. นอนหลับกั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2549

จำเลยใช้ไม้สนซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดโตพอควร ตีศีรษะผู้เสียหาย 1 ครั้ง โดยเลือกตีที่ศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ การที่กะโหลกศีรษะแตก มีเลือดคั่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 386/2546

ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายได้พูดจาดูถูกจำเลยก่อนในลักษณะที่จำเลยเหมือนของเล่นได้แล้วจะเลิกเมื่อไรก็ได้ และเป็นหญิงใจง่ายหลอกกินเงินได้ เมื่อจำเลยโกรธและใช้รองเท้าตบหน้าผู้ตาย ผู้ตายกลับตามไปทำร้ายจำเลยอีก จน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6802/2545

การที่จำเลยใช้อาวุธปืนที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงและสามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยง่ายยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ และยิงถูกร่างกายผู้เสียหายกระสุนปืนเข้าที่ปอดด้านซ้าย ช่องท้อง ถูกลำไส้ใหญ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8152/2544

ชั้นพิจารณา จำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธความถูกต้องของบันทึการจับกุมเมื่อฟังได้ว่า ชั้นจับกุมจำเลยได้ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมจริง จึงใช้ยันจำเลยได้ หากจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์มิได้กระทำความผิดที่ถูกกล่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้