Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2440/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ผู้อุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่นำพยานซึ่งมีความหมายถึงพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินตามคำสั่ง ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 32 แห่งประมวลรัษฎากรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 30 (2), 33 แห่งประมวลรัษฎากร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.รัษฎากร มาตรา 30 ป.รัษฎากร มาตรา 32 ป.รัษฎากร มาตรา 33

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่ให้ชำระภาษีเงินได้และเงินเพิ่มเป็นเงิน ๓๘๐,๑๗๓.๗๔ บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้หลายประการและว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินซึ่งสั่งตามมาตรา ๓๒ แห่งประมวลรัษฎากรให้โจทก์นำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับซื้อขายทรัพย์สินมีค่าของโจทก์มาแสดง โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา ๓๓ แห่งประมวลรัษฎากรคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาตามฟ้อง แต่ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้จากเงินได้สุทธิประจำพ.ศ.๒๕๑๖ ถึง ๒๕๑๘ จำนวน ๒๕๖,๐๙๗.๘๖ บาท ๑๙๗,๕๒๔.๘๖ บาท และ ๑๘๖,๑๕๓.๐๒ บาท เมื่อคำนวณแล้วจำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินเพิ่มต้องไม่น้อยกว่า๕๓,๑๕๖.๘๒ บาท ๒๘,๓๓๓.๔๕ บาท และ ๒๔,๕๗๓.๙๐ บาท ตามลำดับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้ในปีพ.ศ.๒๕๑๖ เฉพาะเงินได้สุทธิจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ คิดเกินไปไม่หักออกให้โจทก์ นอกจากนี้ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่าการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินซึ่งสั่งตามมาตรา๓๒ แห่งประมวลรัษฎากรให้โจทก์นำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับการซื้อขายทรัพย์สินมีค่าของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ ซึ่งเป็นหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดง เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง โจทก์ย่อมหมดสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา ๓๓ แห่งประมวลรัษฎากรได้ความตามคำเบิกความของนายวีระศักดิ์ เกตุพันธ์ นิติกร ๖ กองอุทธรณ์กรมสรรพากรว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยขอให้ยกเลิกการประเมินและขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มซึ่งโจทก์อ้างว่าโจทก์มีลูกหนี้นำเงินมาชำระหนี้ในปีพ.ศ.๒๕๑๖จำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ได้ขายทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ไปในปีพ.ศ.๒๕๑๖ จำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ และในปีพ.ศ.๒๕๑๘ เป็นเงิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาทเศษนั้น

นายวีระศักดิ์ได้ตรวจสอบและเรียกโจทก์มาให้ถ้อยคำ ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๕ โจทก์ไม่ยอมมาครั้งที่ ๒ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๒๖ โจทก์มาแต่ขอผัดนำพยานมาให้ไต่สวนในเดือนกันยายน ๒๕๒๖ แต่เมื่อถึงกำหนดเดือนกันยายนตามนัด โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายประทีป แสงธรรมรัตน์มาให้การต่อนายวีระศักดิ์นายประทีปได้ให้การว่ายินดีจะนำพยานที่รับซื้อทรัพย์สินตามกล่าวอ้างมาให้เจ้าพนักงานไต่สวนในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๒๖ เป็นต้นไปหากไม่นำพยานมาให้ไต่สวนก็ขอให้เจ้าพนักงานพิจารณาดำเนินกระบวนพิจารณาไปเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบประกอบคำอุทธรณ์ทุกประเด็นครั้นเมื่อถึงเดือนตุลาคมตามนัด โจทก์ก็ไม่ได้นำพยานมาให้ถ้อยคำ นายวีระศักดิ์ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานสืบตามข้อกล่าวอ้างคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องแล้ว

คงผิดพลาดเพียงยอดเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินยกยอดค่าเพิ่มทรัพย์สินสุทธิของปีพ.ศ.๒๕๑๖คลาดเคลื่อน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงพิจารณาปรับปรุงให้ถูกต้องเป็นผลให้ภาษีลดลง และมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของดจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีพ.ศ.๒๕๑๗-๒๕๑๘

ศาลฎีกาเห็นว่าได้ความดังกล่าวกรณีของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้อุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่นำพยานซึ่งมีความหมายถึงพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินตามคำสั่ง ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๒ แห่งประมวลรัษฎากรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา ๓๐ (๒), ๓๓ แห่งประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา และดังนั้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้ออื่นต่อไปอีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสุนพ กีรติยุติ
ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3700/2552

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง..." จำนวนทุนท…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 266719)

จำเลยโต้แย้งว่า ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคสาม, 33 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 8 (4) (9) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฯ ขอให้ศาลล้มละลายกลางส่งคำร้องข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2084/2548

จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง อันเป็นการดำเนินการตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 30 (2) แล้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 110308)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายหลังจากที่โจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9569/2544

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 ได้วางข้อห้ามมิให้ฟ้องคดีตามมาตรา 7 (1) ต่อศาลภาษีอากรไว้ซึ่งเป็นการห้ามบุคคลทุกคน หามีข้อยกเว้นให้กรมสรรพากรโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีโดยไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้