Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446/2518

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีไม่มีการชี้สองสถาน คู่ความมีสิทธิขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การได้ก่อนวันนัดสืบพยาน คำขอท้ายฟ้องในส่วนแพ่งมี 2 ข้อ จำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องในส่วนแพ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิขอมาในคดีนี้ และไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โดยจำเลยมิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาว่าเป็นคำขอข้อใด ฎีกาดังนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 ศาลย่อมไม่วินิจฉัยให้ จำเลยที่ 1 ขายห้องแถวให้จำเลยที่ 3 โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการซื้อขายจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ห้องแถวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีเอากับห้องแถวนั้นได้ ศาลจึงไม่ต้องวินิจฉัยว่า การซื้อขายนั้นเป็นการฉ้อฉลหรือไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์ไป โดยนำห้องแถวมาเป็นหลักประกันแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่มีเงินชำระให้โจทก์ จึงมอบห้องแถวดังกล่าวให้โจทก์ยึดถือไว้จนกว่าจำเลยที่ ๑ จะหาเงินมาชำระให้ ต่อมาจำเลยที่ ๑ โอนห้องแถวดังกล่าวให้จำเลยที่ ๒,๓ โดยเจตนามิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ ซึ่งจำเลยทั้งสามทราบเรื่องดีอยู่แล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐,๘๓ ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ และขอให้พิพากษาว่า การซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสามเป็นโมฆะ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมก่อนวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต จำเลยทั้งสามยื่นคำแถลงโต้แย้ง คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยทั้งสามให้การแก้คำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์จริง โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ โอนห้องแถวให้จำเลยที่ ๒ มิได้โอนให้จำเลยที่ ๓ การโอนห้องแถวกระทำโดยสุจริต มีค่าตอบแทน และได้ทำสัญญากันไว้เป็นหนังสือ ทั้งมิได้มีเจตนาเพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และตัดฟ้องว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง และฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยไม่มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการซื้อขายห้องแถวสมบูรณ์หรือไม่ เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีโจทก์ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะ เพราะโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ยกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา สำหรับคดี ส่วนแพ่งให้จำเลยใช้ต้นเงินแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การซื้อขายห้องพิพาทเป็นการฉ้อฉล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ แต่การซื้อขายไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเพิกถอน

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องนั้น ชอบแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า สัญญาซื้อขายห้องพิพาทไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประทับฟ้องของโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นออกหมายเรียกจำเลย เมื่อจำเลยไปศาลและยื่นคำให้การแล้ว ศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานโจทก์โดยไม่ได้สั่งให้ชี้สองสถานก่อน คดีนี้จึงไม่มีการชี้สองสถาน คู่ความมีสิทธิขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การได้ก่อนวันนัดสืบพยาน และโจทก์ก็ได้ร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันนัดสืบพยาน ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องนั้นจึงชอบแล้ว ข้อที่จำเลยฎีกาว่าคำขอท้ายฟ้องในส่วนแพ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิขอมาในคดีนี้ และไม่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น และขอให้ศาลพิพากษาว่าการซื้อขายห้องแถวเป็นโมฆะ แต่จำเลยมิได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องในส่วนแพ่งที่โจทก์ไม่มีสิทธิขอมาในคดีนี้เป็นคำขอข้อใด

ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาย่อมไม่วินิจฉัยให้ สำหรับการซื้อขายห้องพิพาทนั้น เห็นว่าห้องพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ และจำเลยตกลงซื้อขายกันในฐานอสังหาริมทรัพย์ โดยจำเลยทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเอง มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การซื้อขายระหว่างจำเลยจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ ห้องพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งหากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ โจทก์ก็มีสิทธิร้องขอขอให้บังคับคดียึดห้องพิพาทมาขายเอาเงินชำระหนี้ได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่า การซื้อขายห้องพิพาทระหว่างจำเลยได้กระทำลงทั้งรู้ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบตามมาตรา ๒๓๗ หรือไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน (มงคล วัลยะเพ็ชร์ วิทูร เทพพิทักษ์ ล้วน นิลกำแหง)()ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายอัมพันธ์ สุวรรณรัตน์ศาลอุทธรณ์ - นายศิริ จีระมะกร

ข้อมูลคดี

แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2521/2559

การจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดรูปแบบและหลักฐานในการทำสัญญากันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ว่า สัญญาจะขายหรือจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้มีหลักฐานเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602/2558

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก อ. และ อ. ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถึงแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และ อ. จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลให้การซื้อขา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7221/2552

คดีนี้โจทก์เบิกความว่า เมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้ว อ. ได้ส่งมอบที่ดินกับบ้านพิพาทที่โจทก์ครอบครองอยู่ก่อนแล้วตามสัญญาเช่าให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์และโจทก์ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แต่ข้อเท็จจริงได้คว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2552

ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้