คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากบ้านของโจทก์ และชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โจทก์ขอให้บังคับคดี และปิดหมายคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วันผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีของจำเลย แต่มิได้เป็นบริวารของจำเลยและเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28973 แขวงตลาดบางเขน(บางเขน) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมกับบ้านเลขที่ 116 ร่วมกับจำเลย จำเลยได้แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโฉนดหาย และขอใบแทนโฉนดใหม่ เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงออกใบแทนโฉนดใหม่ให้แก่จำเลย แล้วจำเลยได้ปลอมลายมือชื่อผู้ร้องนำที่ดินพร้อมกับบ้านไปขายฝายแก่โจทก์โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอม ผู้ร้องเพิ่งทราบว่าจำเลยถูกโจทก์ฟ้องขับไล่เมื่อต้นปี 2532 ผู้ร้องจึงฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม
เพราะจำเลยปลอมลายมือชื่อผู้ร้องในใบมอบอำนาจตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2957/2532 ระหว่างนายปราโมทย์นาคะลักษณ์ โจทก์ นายโสภณ วีระโสภณ ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 จำเลยคดีอยู่ระหว่างส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ขอให้ศาลงดการบังคับคดีเพื่อรอฟังผลคดีที่ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยก่อนโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์รับซื้อฝากที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวจากจำเลยกับผู้ร้องโดยสุจริต ผู้ร้องอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านโดยอาศัยสิทธิการเช่าของจำเลย จึงเป็นบริวารของจำเลย ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกาเพียงประการเดียวว่าขอให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2957/2532 ของศาลชั้นต้นที่ผู้ร้องฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 กรมที่ดินเป็นจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนการที่จำเลยขายฝากที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์เพราะถ้าคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ก็จะนำข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวมาวินิจฉัยในคดีนี้
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นจะรอฟังผลของคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องดังกล่าวหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายบังคับให้ศาลชั้นต้นจำต้องรอฟังผลของคดีอื่นก่อนแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจพิพากษาคดีไปโดยไม่รอฟังผลของคดีดังกล่าวจึงเป็นการชอบแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.