Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2455/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์เป็นข้าราชการได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลบุตรผู้เยาว์ซึ่งถูกทำละเมิดจากทางราชการแล้ว ก็ยังมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยผู้ต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดอีกได้ เพราะสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินดังกล่าวจากทางราชการ เป็นสิทธิที่รัฐกำหนดให้แก่ข้าราชการ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยในการละเมิดทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัย ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องค่าเสียหายอย่างใดได้บ้างมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444,445,และ 446 ซึ่งหาได้ให้สิทธิแก่บิดาที่จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งทุพพลภาพเพราะถูกกระทำละเมิดต่อไปในอนาคตไม่ฟ้องเรียกค่าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งต้องทุพพลภาพเพราะถูกกระทำละเมิด แม้ทางพิจารณาโจทก์จะนำสืบเป็นทำนองขอเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่บุตรเสียความสามารถสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 ศาลก็จะบังคับให้ไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหมายเหตุวรรคแรกวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่18/2519

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของนายทวีเดช กสิศิลป์อายุ 18 ปี เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2512 นายทวีเดช กสิศิลป์ โดยสารรถประจำทางของจำเลยที่ 2 คันหมายเลข 38 จากบ้านเพื่อไปโรงเรียน รถยนต์โดยสารของจำเลยที่ 2 ถูกรถยนต์โดยสารประจำทางคันหมายเลข 104 ของจำเลยที่ 1 ชนเป็นเหตุให้นายทวีเดช กสิศิลป์ กระเด็นตกจากรถยนต์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องพิการทุพพลภาพตลอดไป ทั้งนี้เพราะความประมาทเลินเล่อของผู้ขับรถของจำเลยทั้งสองในฐานะเป็นนายจ้างมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ และนายทวีเดชในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างของจำเลยทั้งสองได้กระทำไปในทางการที่จ้าง คือ ค่ารักษาพยาบาล 35,250 บาท ค่าใช้จ่ายในการเสียหายของนายทวีเดช 11,400 บาท

ค่าที่โจทก์ต้องอุปการะเลี้ยงดูนายทวีเดชต่อไปในอนาคต 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 56,650 บาท โจทก์ให้ทนายความแจ้งให้จำเลยทราบและให้จำเลยมาติดต่อเพื่อบรรเทาความเสียหายจำเลยไม่มาติดต่อตกลงประการใด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้การว่าคนขับรถจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินกว่าความเป็นจริงไกลต่อเหตุและไม่ใช่ความเสียหายที่โจทก์จะเรียกร้องได้ตามกฎหมายจำเลยที่ 2 ให้การว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2512 รถยนต์ของจำเลยที่ 2ได้ถูกรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ชน ได้รับความเสียหาย ผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บหลายคน คนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ถูกฟ้องในข้อหาว่าขับรถยนต์โดยประมาททำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2มิใช่เป็นฝ่ายประมาท โจทก์ไม่เสียหายมากดังที่กล่าวในฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย 43,900บาทให้โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1โจทก์ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดเพราะความประมาทของคนขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1วินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ค่าห้องพิเศษของโรงพยาบาล 90 วันวันละ 60 บาท เป็นเงิน 5,400 บาท จำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง และโจทก์ได้รับเงินจำนวนนี้จากทางราชการแล้ว จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 อีกไม่ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีนายแพทย์รัศมี วรรณิศร ผู้ตรวจรักษานายทวีเดชเป็นพยานว่านายทวีเดชเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 119 วันจึงออกจากโรงพยาบาล มิใช่โจทก์กล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ ควรเชื่อได้ว่าโจทก์ได้จ่ายไปจริง และแม้โจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการจะได้รับเงินจำนวนนี้จากทางราชการแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ก็ยังมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 เพราะสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการเป็นสิทธิซึ่งรัฐกำหนดให้แก่ข้าราชการ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1ค่าที่โจทก์ต้องเสียค่าเลี้ยงดูนายทวีเดชต่อไปในอนาคต 10,000 บาทจำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ใช่ค่าเสียหายที่โจทก์จะเรียกร้องได้ตามกฎหมายและไกลต่อเหตุข้อนี้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ในฐานะบิดาจะต้องอุปการะเลี้ยงดูนายทวีเดชต่อไปในอนาคต เพราะเป็นบุคคลทุพพลภาพตลอดชีวิตต้องสูญเสียอนาคตที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานอาชีพที่ได้เล่าเรียนมาโดยสิ้นเชิง โจทก์ขอคิดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงระยะเวลา 15 ปีในอัตราเดือนละ 800 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเงิน 144,000 บาทในชั้นนี้โจทก์ขอคิดเพียง 10,000 บาท และในคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ระบุว่าค่าที่โจทก์ต้องอุปการะเลี้ยงดูนายทวีเดชต่อไปในอนาคต 10,000 บาท แสดงโดยชัดว่าเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อการที่โจทก์จะต้องอุปการะเลี้ยงดูนายทวีเดชต่อไปในอนาคต

ศาลฎีกาเห็นว่าในการละเมิดโดยทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัย ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องค่าเสียหายอย่างใดได้บ้าง มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444, 445 และ 446 ซึ่งหาได้ให้สิทธิแก่โจทก์ในฐานะบิดาของนายทวีเดชที่จะเรียกร้องค่าเสียหายเพื่อการที่โจทก์จะต้องอุปการะเลี้ยงดูนายทวีเดชต่อไปในอนาคตไม่ ฉะนั้น แม้ทางพิจารณาโจทก์จะนำสืบว่าเดี๋ยวนี้แขนซ้ายของนายทวีเดชยังชาอยู่ และคอยังแข็ง หากหันคอมาก ๆ มีอาการปวดเจ็บ แพทย์ว่ามีโอกาสหาย แต่หลายปี กี่ปีแพทย์ไม่ได้บอกมีโอกาสจะหายน้อย โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่นายทวีเดชทุพพลภาพนี้ 10,000บาท เป็นทำนองว่าโจทก์ขอเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่นายทวีเดชเสียความสามารถสิ้นเชิง หรือแต่บางส่วนทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคต

ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 ศาลก็จะบังคับให้ไม่ได้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 20,080 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จันทร์ ระรวยทรง · แผ้ว ศิวะบวร · สุมิตร ฟักทองพรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้