Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2457/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยขอกุญแจเปิดลิ้นชักโต๊ะจากผู้เสียหายแล้วหยิบอาวุธปืนออกมาจากลิ้นชักโต๊ะขู่ผู้เสียหายให้มอบเงินให้ ดังนี้ การที่จำเลยลักอาวุธปืนและใช้อาวุธปืนนั้นขู่บังคับเอาทรัพย์อื่นอันเป็นการชิงทรัพย์ผู้เสียหายนั้น จำเลยได้กระทำโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อทรัพย์ทั้งหมดมาแต่ต้น จึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว แม้จำเลยจะขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็ตาม แต่จำเลยยังได้แถลงรับข้อเท็จจริงบางประการจนโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป ดังนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน แต่ถือได้ว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลชอบที่จะลดโทษให้แก่จำเลยได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 78 ป.อ. มาตรา 90 ป.อ. มาตรา 335 ป.อ. มาตรา 339 ป.วิ.อ. มาตรา 172 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักอาวุธปืนพกหมายเลขทะเบียน สพ.๖/๐๐๙๑๑๙ ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ภายหลังกระทำผิดฐานลักทรัพย์แล้วจำเลยลักเอาเงินสด ๓๐ บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยจำเลยใช้อาวุธปืนของผู้เสียหายที่ลักไปขู่บังคับผู้เสียหายว่าจะใช้ยิงประทุษร้ายต่อผู้เสียหาย และจำเลยขู่บังคับผู้มีชื่อขับรถยนต์เป็นยานพาหนะพาจำเลยหลบหนีไป จำเลยมีอาวุธปืนของผู้เสียหายซึ่งใช้ยิงได้ กับมีกระสุนปืนขนาดเดียวกันใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยพกอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๓๙, ๓๔๐ ตรี, ๙๑, ๓๗๑พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิให้จำเลยคืนอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือใช้ราคาอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและเงินสด ๓๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ เป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยเอาอาวุธปืนของผู้เสียหายไป เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และการที่จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวขู่บังคับเอาเงินจากผู้เสียหายแล้วบังคับให้ผู้อื่นขับรถไปส่ง เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนและใช้ยานพาหนะหลบหนี กับจำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะด้วยแต่อาวุธปืนดังกล่าวได้มาจากการลักทรัพย์ การมีไว้ในครอบครองและพกพาไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานลักทรัพย์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๓๙, ๓๔๐ ตรี, ๙๐, ๙๑, ๓๗๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิเรียงกระทงลงโทษ ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก ๓ ปี ฐานชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนและใช้ยานพาหนะจำคุก ๑๕ ปี รวมโทษจำคุก ๑๘ ปี

จำเลยให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก ๑๓ ปี ๖ เดือน ให้จำเลยคืนอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือใช้ราคา กับคืนเงิน ๓๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้ง ๔ กระทง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๙๐ กับจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗๒ จำคุก ๒ ปี ลงโทษตามมาตรา ๗๒ ทวิจำคุก ๑ ปี รวมจำคุก ๑๘ ปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุก ๑๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่าความผิดฐานลักอาวุธปืนและชิงทรัพย์เป็นความผิดต่างกรรมกัน ขอให้เรียงกระทงลงโทษ และขอให้ลดโทษจำเลยเพียงหนึ่งในสี่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างด้วยกันกับผู้เสียหายขับรถยนต์มาจอดที่หน้าที่พักแล้วจำเลยขอกุญแจเปิดลิ้นชักโต๊ะจากผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายส่งกุญแจให้ จำเลยหยิบอาวุธปืนสั้นของผู้เสียหายจากลิ้นชักโต๊ะมาขู่ผู้เสียหายให้มอบเงิน ๓๐ บาทให้แก่จำเลย เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ลักเอาอาวุธปืนของผู้เสียหายในลิ้นชักและใช้อาวุธปืนนั้นขู่บังคับผู้เสียหายให้ส่งทรัพย์อื่นให้อีก จำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาอันแท้จริงต่อผลเพียงอย่างเดียว คือมุ่งประสงค์ต่อทรัพย์ทั้งหมดมาแต่ต้นการที่จำเลยลักอาวุธปืนและชิงเอาทรัพย์อื่นของผู้เสียหายอีกจึงเป็นการกระทำในคราวเดียวกันนั้นเอง

อันเป็นความผิดกรรมเดียว หาทำให้การกระทำของจำเลยในคราวเดียวกันนั้นแยกเป็นความผิดฐานลักทรัพย์กรรมหนึ่งและชิงทรัพย์อีกกรรมหนึ่งไม่แม้โจทก์จะบรรยายแยกการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลยมาในฟ้องเป็นข้อ (ก) และข้อ (ข)เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลจะลงโทษหลายกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่ควรลดโทษให้แก่จำเลยถึงหนึ่งในสามนั้น เฉพาะข้อหามีอาวุธปืน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และลงโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๘ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับข้อหาชิงทรัพย์และพาอาวุธปืนนั้น

เห็นว่าเมื่อสืบพยานโจทก์ได้ ๔ ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ เป็นให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการและจำเลยยังได้แถลงยอมรับข้อเท็จจริงบางประการ จนโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป ดังนี้แม้จำเลยจะรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐาน แต่คำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามจึงเป็นการเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำนง นิยมวิภาต · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นางสาวอัปษร สาธิตคณิตกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายส่อง สุขะปุณณพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 721/2534

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองกับพวก ทั้งก่อนยิงผู้ตายและหลังยิงผู้ตาย ประกอบกับข้อนำสืบของโจทก์ที่ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับพวกได้เรียกค่าคุ้มครองการทำไม้จากผู้ตายแต่ผู้ตายไม่ยอมให้ เชื่อ ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5009/2530

จำเลยให้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญผู้เสียหายโดยจับมือและบีบคอขู่ไม่ให้ร้องเพื่อความสะดวกแก่การที่จะกระทำผิดในทางเพศ มิได้ประสงค์ต่อทรัพย์เมื่อผู้เสียหายหลบหนีจำเลยจึงเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568

ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้