Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2461/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้า ขายปลีกสินค้าอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ มีประชาชนเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการเป็นจำนวนมาก แม้จำเลยที่ 1 จะต้องจัดให้มีสถานที่จอดรถตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 มีประชาชนเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการโดยนำรถยนต์เข้าไปในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นปกติ การจัดสถานที่จอดรถที่สะดวกและปลอดภัยนอกจากทำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าแล้ว ยังเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการอันส่งผลต่อรายได้ของจำเลยที่ 1 อีกด้วย ลักษณะการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยของรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้าไปจอดในลานจอดรถที่จำเลยที่ 1 จัดไว้เพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ดังกล่าวถูกโจรกรรมได้โดยง่าย จำเลยที่ 1 ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถและไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลบริเวณทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าและเครื่องกั้นจราจรสกัดกั้นมิให้ขับรถยนต์ออกไปจากลานจอดรถได้โดยสะดวก ทำให้คนร้ายฉวยโอกาสนำรถยนต์ออกจากห้างสรรพสินค้าโดยแล่นย้อนศรสวนทางออกไปในช่องทางเข้าผ่านด้านหลังของกล้องวงจรปิดทำให้กล้องวงจรปิดไม่สามารถส่องเห็นใบหน้าคนขับ หากจำเลยที่ 1 จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ในบริเวณทางเข้าและทางออก จำเลยที่ 1 ก็จะตรวจพบความผิดปกติของคนร้ายที่ขับรถย้อนศรออกไปทางช่องทางเข้าได้ในทันที เหตุรถยนต์สูญหายก็จะไม่เกิดขึ้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 งดเว้นการที่จักต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าถูกโจรกรรมเป็นการกระทำด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เมื่อเป็นผลโดยตรงทำให้คนร้ายฉวยโอกาสโจรกรรมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป จึงเป็นการทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถยนต์ และยกเลิกการจัดพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ดูแลทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าและตามลานจอดรถตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ไปดูแลพื้นที่อื่น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจึงจัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ไปดูแลบริเวณอื่นอันเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจึงไม่มีหน้าที่ดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ปล 4127 กรุงเทพมหานคร ไว้จากบริษัทซินเหม่ยกวง (กรุงเทพ) จำกัด จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า ค้าปลีกสินค้าอุปโภคและบริโภคแก่ประชาชน ได้จัดให้มีลานจอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในห้างตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยืนประจำทางเข้าของห้างสรรพสินค้าและแจกบัตรจอดรถแก่ลูกค้าผู้นำรถยนต์เข้ามาใช้บริการ เมื่อลูกค้าจะออกจากห้างสรรพสินค้าต้องคืนบัตรแก่พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2552 เป็นต้นมา

จำเลยที่ 1 ยกเลิกการจัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยืนประจำทางเข้าออก และงดการแจกบัตรจอดรถ โดยติดตั้งกล้องวงจรปิดและปิดป้ายประกาศเตือนให้ลูกค้าระมัดระวังดูแลทรัพย์สินของตนเอง กับมีคำสั่งให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ไปดูแลพื้นที่อื่น เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เวลา 15.30 นางอิสรีย์ ลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเข้าไปจอดที่ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 แล้วรถยนต์คันดังกล่าวสูญหายไป โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงิน 230,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ดูแลรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ถูกโจรกรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจห้างสรรพสินค้า ขายปลีกสินค้าอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ มีประชาชนเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการเป็นจำนวนมาก แม้จำเลยที่ 1 จะต้องจัดให้มีสถานที่จอดรถตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามกฎ แต่ในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 มีประชาชนเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการโดยนำรถยนต์เข้าไปในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นปกติ การจัดสถานที่จอดรถที่สะดวกและปลอดภัยนอกจากทำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าแล้ว

ยังเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าเข้าไปซื้อสินค้าและใช้บริการอันส่งผลต่อรายได้ของจำเลยที่ 1 อีกด้วย ลักษณะการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัยของรถยนต์ของลูกค้าที่นำเข้าไปจอดในลานจอดรถที่จำเลยที่ 1 จัดไว้เพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ดังกล่าวถูกโจรกรรมได้โดยง่าย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยถูกโจรกรรมหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ แต่เมื่อคู่ความได้สืบพยานมาจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเสียก่อน เห็นว่า โจทก์มีนางอิสรีย์เป็นพยานเบิกความประกอบภาพถ่ายว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ที่บริเวณทางเข้าออกของห้างสรรพสินค้า พยานขับรถยนต์เข้าไปในห้างสรรพสินค้าโดยผ่านกล้องวงจรปิด จอดรถไว้ที่ลานจอดรถ ล็อกเกียร์ ล็อกประตูรถ แล้วเข้าไปซื้อสินค้าภายในห้างสรรพสินค้า เมื่อกลับมายังจุดที่จอดรถปรากฏว่ารถยนต์สูญหายไป จึงแจ้งเหตุต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ตรวจไม่พบรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย จึงดูภาพจากกล้องวงจรปิด

พบว่ามีผู้ขับรถยนต์ออกไปในเวลาประมาณ 16 นาฬิกา โดยขับย้อนศรสวนออกไปในช่องทางรถเข้าเพื่อหลบกล้องวงจรปิด พยานไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรโพธิ์แก้วและแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์มอบหมายให้นายพินิจ ลูกจ้างของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ติดตามรถหายมาตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดและถ่ายรูปรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ตามภาพถ่าย และสอบปากคำพยานไว้ตามเอกสาร โจทก์มีนายพินิจเป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับมอบหมายให้ติดตามรถหาย จึงออกไปตรวจที่เกิดเหตุถ่ายรูปทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าไว้ตามภาพถ่าย ตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดกับพนักงานของจำเลยที่ 1 พบว่านางอิสรีย์ขับรถเข้าไปในห้างสรรพสินค้าในเวลา 15.54 นาฬิกา และมีผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวออกจากห้างสรรพสินค้าในเวลา 16.25 นาฬิกา โดยขับย้อนศรสวนทางออกไปในช่องทางเข้า

ทำให้กล้องวงจรปิดส่องไม่เห็นหน้าคนขับ พยานถ่ายรูปรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยจากกล้องวงจรปิดไว้ตามภาพถ่าย จำเลยที่ 1 มีนายชาญชัย ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายป้องกันการสูญหายเป็นพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ก่อนวันที่ 23 มีนาคม 2552 จะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยืนคอยแจกบัตรจอดรถและรับบัตรคืน และมีกล้องวงจรปิดตั้งบริเวณทางเข้าออกของห้างสรรพสินค้า การคืนบัตรและรับบัตรคนขับรถจะต้องลดกระจกและรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้จะสามารถมองเห็นใบหน้าของคนขับ หากคนขับทำบัตรจอดรถหายจะต้องมีหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยด้วย

เหตุที่จำเลยที่ 1 ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถเพราะทำให้มีรถติดหน้าห้างสรรพสินค้า จำเลยที่ 1 ติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ที่บริเวณทางเข้าออกและตามจุดต่าง ๆ ภายในห้างสรรพสินค้า เพื่อตรวจสอบและระวังเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งได้ติดประกาศเตือนให้ลูกค้าระมัดระวังดูแลทรัพย์สินของตนเอง จำเลยที่ 1 จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายหรือสูญหายของทรัพย์สินของลูกค้าตามเอกสาร เป็นการใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้ว วันเกิดเหตุพยานรับแจ้งเหตุจากนางอิสรีย์ว่ารถยนต์สูญหาย พยานตรวจสอบบริเวณที่นางอิสรีย์จอดรถไม่พบเศษกระจกหรือร่องรอยของการโจรกรรม เห็นว่า ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อทำให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยถูกโจรกรรมนั้น

โจทก์มีภาพถ่าย เป็นพยานหลักฐานสนับสนุน นายพินิจเป็นผู้ถ่ายภาพทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 นางอิสรีย์และนายพินิจทราบเหตุการณ์ที่รถยนต์ถูกโจรกรรมโดยดูภาพจากกล้องวงจรปิด ปรากฏว่ามีคนร้ายขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยออกจากห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ย้อนศรสวนไปในช่องทางเข้าสมดังที่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายพินิจเป็นผู้ถ่ายรูปรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยขณะถูกคนร้ายขับออกจากห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ไว้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งนายชาญชัยพยานจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า รถยนต์ที่สูญหายขับออกไปทางเข้าของห้างสรรพสินค้า มิใช่เป็นทางออกของห้างสรรพสินค้า เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า

จำเลยที่ 1 ติดตั้งกล้องวงจรปิดแทนการแจกบัตรจอดรถและปิดป้ายประกาศเตือนให้ลูกค้าใช้ความระมัดระวังดูแลทรัพย์สินของตนเอง เป็นการใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้ว คงมีแต่คำเบิกความลอย ๆ ของนายชาญชัยว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถเพราะทำให้มีรถติดหน้าห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะวิธีการรักษาความปลอดภัยที่จำเลยที่ 1 เคยให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยืนคอยแจกบัตรจอดรถและรับบัตรคืน และมีกล้องวงจรปิดตั้งบริเวณทางเข้าออกของห้างสรรพสินค้า การคืนบัตรและรับบัตรคนขับรถจะต้องลดกระจกและรับบัตรจอดรถจากพนักงานรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้จะสามารถมองเห็นใบหน้าของคนขับ เป็นวิธีการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม

เพราะหากคนขับรถไม่มีบัตรจอดรถ จะต้องมีหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงต่อพนักงานรักษาความปลอดภัยก่อนที่จะนำรถยนต์ออกไป แต่จำเลยที่ 1 กลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสีย และไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลบริการทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าและซึ่งมีเครื่องกั้นจราจรสกัดกั้นมิให้ขับรถยนต์ออกไปจากลานจอดรถได้โดยสะดวก ทำให้คนร้ายฉวยโอกาสนำรถยนต์ออกจากห้างสรรพสินค้าโดยแล่นย้อยศรสวนทางออกไปในช่องทางเข้า ผ่านด้านหลังของกล้องวงจรปิด ทำให้กล้องวงจรปิดไม่สามารถส่องเห็นใบหน้าคนขับ หากจำเลยที่ 1 จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ในบริเวณทางเข้าและทางออก จำเลยที่ 1 ก็จะตรวจพบความผิดปกติของคนร้ายที่ขับรถย้อนศรออกไปทางช่องทางเข้าได้ในทันที

เหตุรถยนต์สูญหายก็จะไม่เกิดขึ้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 งดเว้นการที่จะต้องดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์ของลูกค้าถูกโจรกรรมเป็นการกระทำด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่เมื่อเป็นผลโดยตรงทำให้คนร้ายฉวยโอกาสโจรกรรมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป จึงเป็นการทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 230,000 บาท แก่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ยกเลิกการแจกบัตรจอดรถยนต์ และยกเลิกการจัดพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ดูแลทางเข้าออกห้างสรรพสินค้าและตามลานจอดรถตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ไปดูแลพื้นที่อื่น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจึงจัดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ไปดูแลบริเวณอื่นอันเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งเป็นตัวแทนจึงไม่มีหน้าที่ดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 พฤษภาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ · วิรุฬห์ แสงเทียน · ธีระพงศ์ จิระภาค
ศาลล่าง
ศาลแขวงนครปฐม - นายสมพล อรุณรัตนมุขย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พณ.30/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ266/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ564/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกพาณิชย์และเศรษฐกิจ
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้