Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2469/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงร่วมกันว่าที่พิพาทมีราคา 200,000 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ 200,000 บาทซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจากทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวศาลชั้นต้นจะให้โจทก์หาราคาประเมินที่พิพาทเพื่อคำนวณทุนทรัพย์ของคดีใหม่ในชั้นฎีกาแทนทุนทรัพย์เดิมหาได้ไม่ เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของนายขำ หมั่นนอก กับนางจอยวิริยาสุวรรณ์ นายขำกับนางจอยอยู่กินเป็นสามีภรรยากันก่อนปี พ.ศ. 2478 มีบุตรด้วยกัน 6 คน รวมทั้งโจทก์ด้วย ระหว่างมีชีวิตนายขำมีที่นา 1 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เนื้อที่ 48 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา นายขำถึงแก่กรรมเมื่อปีพ.ศ. 2508 ที่นาดังกล่าวจึงเป็นมรดกตกได้แก่นางจอยและบุตรทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์ นางจอยและทายาทอื่นทุกคนได้ร่วมกันครอบครองทำกินในที่นาดังกล่าวตลอดมา เมื่อพี่น้องของโจทก์ย้ายภูมิลำเนาไปหากินที่อื่นได้มอบที่นาดังกล่าวให้โจทก์และนางจอยครอบครองแทน ประมาณปี พ.ศ. 2521 ถึง 2526 จำเลยได้ชวนนายสุทินสามีโจทก์ไปทำงานเป็นกรรมกรที่ประเทศสิงค์โปร์

อ้างว่ามีรายได้ดีจำเลยสามารถส่งไปได้แต่ต้องเสียค่าบริการให้จำเลย 20,000 บาทโจทก์และนายสุทินหลงเชื่อตกลงไปทำงานกับจำเลยแต่ไม่มีเงินค่าบริการ จำเลยจึงรับจะออกค่าบริการให้ โดยให้นางจอยมารดาโจทก์ทำสัญญากู้เงินจำนวน 20,000 บาท และมอบที่นาให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ย เมื่อจำเลยส่งนายสุทินไปทำงานที่ประเทศสิงค์โปร์แล้ว ปรากฏว่านายสุทินถูกจับและถูกจำคุกในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต นายสุทินจึงไม่มีเงินส่งมาชำระหนี้ให้จำเลยตามที่ตกลงโจทก์และนางจอยไปขอผ่อนเวลากับจำเลย จำเลยยอมให้ผ่อนเวลาได้แต่ต้องเอาที่นาดังกล่าวไปจดทะเบียนขายฝากไว้กับจำเลยนางจอยตกลงแต่เนื่องจากที่นาติดจำนองสหกรณ์การเกษตรคงสามัคคีจำกัด

อยู่เป็นเงิน 48,000 บาท จำเลยตกลงออกเงินทดรองไถ่ถอนจำนองให้ก่อนแล้วให้โจทก์กับนางจอยชำระคืนภายหลัง ดังนั้นนางจอยจึงไปขอไถ่ถอนจำนองและขายฝากที่นาให้จำเลยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2529ต่อมาทายาทโจทก์ทราบเรื่องได้นำเงินไปชำระให้จำเลยบางส่วนเป็นเงิน24,000 บาท ที่เหลืออีก 44,000 บาท จะนำมาชำระให้ภายหลัง จำเลยก็ตกลง ต่อมาเมื่อต้นปี พ.ศ. 2532 นางจอยมารดาโจทก์ถึงแก่กรรมโจทก์และทายาทต้องการแบ่งปันที่นาตามส่วนของตนจึงนำเงิน 44,000 บาทไปขอไถ่ที่นาคืน แต่จำเลยไม่ยอมอ้างว่าการขายฝากหมดอายุการไถ่ถอนแล้ว ความจริงนิติกรรมการขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินซึ่งโจทก์ นางจอยและจำเลยต่างรู้อยู่แล้วว่าเจตนาที่แท้จริงคือการกู้ยืมเงินนิติกรรมการขายฝากจึงบังคับไม่ได้

ขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนการขายฝากที่นาตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 363 หมู่ที่ 2 ตำบลเมืองคง (คูขาด) อำเภอคงจังหวัดนครราชสีมา เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากลงวันที่ 6 มีนาคม 2529 ให้จำเลยรับเงิน44,000 บาท และส่งมอบที่นาพิพาทคืนให้โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่นาพิพาทต่อไปจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องนางจอย วิริยาสุวรรณ์มารดาโจทก์ได้รับโอนมาทางมรดกโดยการแบ่งปันกันระหว่างทายาทของนายขำ หมั่นนอก แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 นางจอยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทจนถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2532เดิมเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2525 โจทก์และนายสุทินสามีโจทก์ได้กู้ยืมเงินจำเลยไป 30,000 บาท

ยังไม่ได้ชำระ ต่อมากลางปีพ.ศ. 2525 นายสุทินจะเดินทางไปทำงานประเทศสิงค์โปร์แต่ไม่มีเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มาขอกู้เงินจำเลยอีก 30,000บาท จำเลยตกลงให้กู้ โดยให้นางจอยมารดาโจทก์เป็นผู้กู้เพราะเป็นผู้มีหลักทรัพย์ หลังจากบุคคลทั้งสามกู้ยืมเงินไปแล้วก็ไม่เคยชำระเงินคืนจำเลยจะฟ้องร้องเรียกเงินกู้คืน นางจอยมารดาโจทก์ขอผัดผ่อนโดยจะนำที่ดินพิพาทมาขายฝากให้จำเลย และให้จำเลยออกเงินไถ่ถอนจำนองที่พิพาท ซึ่งนางจอยจำนองไว้กับสหกรณ์การเกษตรคงสามัคคี จำกัด เป็นเงินประมาณ 54,249 บาท ให้ด้วยจำเลยตกลงตามที่นางจอยเสนอ นางจอยได้ไถ่ถอนจำนองแล้วนำที่พิพาทขายฝากให้จำเลยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2529 กำหนดไถ่ถอนการขายฝากภายใน2 ปี

การขายฝากนี้โจทก์รู้เห็นและลงชื่อเป็นพยานในการขายฝากด้วยเมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วนางจอยไม่ไถ่ถอนจึงหมดสิทธิที่จะไถ่ถอนโจทก์เป็นทายาทของนางจอยย่อมหมดสิทธิไถ่ถอนการขายฝากด้วยเช่นกันขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การจดทะเบียนขายฝากที่ดิน น.ส.3เลขที่ 363 หมู่ที่ 2 ตำบลเมืองคง (คูขาด) อำเภอคงจังหวัดนครราชสีมา เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากลงวันที่6 มีนาคม 2529 ให้จำเลยรับเงิน 44,000 บาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่พิพาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดิน จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยแถลงรับกันว่าที่ดินพิพาทมีราคา 200,000 บาท ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 มิถุนายน 2532 ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ 200,000 บาท ซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจากทุนทรัพย์จำนวนนี้ ที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์หาราคาประเมินที่ดินพิพาทเพื่อคำนวณเป็นทุนทรัพย์ของคดีขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาแทนทุนทรัพย์เดิม ย่อมไม่อาจทำได้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรกที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับนางจอยมารดาโจทก์ มิใช่เป็นเพียงผู้อาศัยสิทธิของนางจอยก็ดี นิติกรรมการขายฝากที่ดินระหว่างนางจอยกับจำเลยเป็นการทำเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงินก็ดีเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาโจทก์เป็นการมิชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิมล สมานิตย์ · สกล เหมือนพะวงศ์ · ถวิล ตรีเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้