Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2494/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้ตามทางนำสืบจะได้ความว่า จำเลยทั้งสามและทายาทของผู้ตายตกลงยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตรก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในทางแพ่ง ไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 เปลี่ยนสถานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ เพราะการเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เกิดขึ้นโดยข้อตกลงระหว่างทายาทด้วยกันเองไม่ สำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกตาม ป.อ. มาตรา 354 บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ได้แก่ บรรดาทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 354 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 207,183.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธในคดีส่วนอาญา และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 และนายละอองผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้วจึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627, 1629 (1) ในคดีร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความและทายาทของผู้ตายทุกคนตกลงร่วมยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตร รวมเป็น 9 ส่วน โดยทรัพย์มรดกที่รวบรวมได้มีทั้งหมด 10 รายการ และโจทก์ที่ 1 ยินยอมรับทรัพย์มรดกตามข้อตกลง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ภายหลังโจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสามกับพวกขอให้แบ่งทรัพย์สินที่โจทก์ที่ 1 กับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2561 มีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2561 มีการนัดประชุมทายาท คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามฐานยักยอกทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้ตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามจะได้ความว่าจำเลยทั้งสามและทายาทของผู้ตายตกลงยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตรก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในทางแพ่ง

ไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 เปลี่ยนสถานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ เพราะการเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เกิดขึ้นโดยข้อตกลงระหว่างทายาทด้วยกันเองไม่ สำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ได้แก่ บรรดาทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

ประกอบมาตรา 225 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามมานั้นชอบหรือไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามและทายาททุกคนได้แถลงร่วมกันว่าทรัพย์มรดกมีทั้งหมด 10 รายการ ตามที่ระบุในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น และทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 6.1 รถตักสีฟ้าหรือสีออกเขียว และข้อ 6.9 ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยขี้เป็ด จำเลยทั้งสามได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบแล้วก่อน นำออกขาย คงมีเฉพาะทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 6.2 ถึง 6.8 เท่านั้น ที่จำเลยทั้งสามได้ขายไปก่อนที่จะแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ซึ่งแม้ไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ ก็ถือว่าเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามสัญญาทางแพ่งเท่านั้น แต่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำผิดต่อหน้าที่ของการเป็นผู้จัดการมรดก

เพราะหลังจากที่มีการขายทรัพย์มรดกแล้ว จำเลยทั้งสามได้แบ่งเงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 824,210 บาท และทายาทตามที่ตกลงกันแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมีการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องได้ สำหรับคดีส่วนแพ่ง เมื่อคดีส่วนอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานยักยอก โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสามคืนเงินตามคำขอได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรรยา จีระเรืองรัตนา · ทรงพล สงวนพงศ์ · กมล คำเพ็ญ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครปฐม - นางสาวพัชริยา โมกขมรรคกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2847/2564
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้