Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2542 (เลขอ้างอิง 25070)

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้งห้าที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ โดยลูกจ้างดังกล่าวมิได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123(1)ถึง (5) ทั้งขณะเลิกจ้างผลประกอบการของโจทก์ก็ยังมีกำไร ส่วนที่โจทก์อ้างว่าภาวะเศรษฐกิจมีผลกระทบกระเทือนต่อสถานะของโจทก์จนต้องขาดทุนและต้องปิดกิจการในอนาคตก็เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์เท่านั้น จะกระทบกระเทือนโจทก์ถึงขนาดต้องดำเนินการดังกล่าวหรือไม่ยังไม่แน่นอน ขณะโจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้งห้าจึงยังไม่มีเหตุที่โจทก์จะเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้งห้าจึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งห้าสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ มีคำสั่งที่ 89-93/2540 วินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่งว่าการที่โจทก์เลิกจ้างนายมานพ นายสมพงษ์ นางลัดดา นายประวิทย์และนายวาสิต เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้โจทก์รับนายมานพกับนายสมพงษ์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างเหมือนเดิม และให้จ่ายค่าเสียหายแก่นางลัดดา นายประวิทย์ และนายวาสิต คำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามเป็นคำสั่งที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะโจทก์มีอำนาจเลิกจ้างได้เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและมีผลกระทบกระเทือนต่อสถานะของโจทก์ จึงไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม

ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 89-93/2540 ของจำเลยทั้งสิบสามจำเลยทั้งสิบสามทั้งห้าสำนวนให้การว่า คำสั่งที่ 89-93/2540 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2540 ถูกต้องตามกฎหมายและข้อเท็จจริง ไม่มีเหตุที่โจทก์จะฟ้องขอเพิกถอนขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า สหภาพแรงงานยื่นข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่ 2 ธันวาคม 2539 ต่อโจทก์ และข้อเรียกร้องสามารถตกลงกันได้ตามบันทึกฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2540 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 โจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างนายมานพ นายสมพงษ์ นางลัดดา นายประวิทย์ และนายวาสิต ลูกจ้างผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ โดยลูกจ้างดังกล่าวมิได้กระทำการดังที่ระบุไว้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์

พ.ศ. 2518 มาตรา 123(1) ถึง (5) และแม้ขณะเลิกจ้างภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยตกต่ำ แต่ผลประกอบการของโจทก์ในปีที่เลิกจ้างยังมีกำไรการเลิกจ้างของโจทก์จึงเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เลิกจ้างนายมานพนายสมพงษ์ นางลัดดา นายประวิทย์ และนายวาสิต เพราะเศรษฐกิจตกต่ำลงเรื่อย ๆไม่รู้ว่าจะเริ่มดีขึ้นเมื่อใด มีผลกระทบกระเทือนต่อสถานะของโจทก์จนต้องขาดทุนและต้องปิดกิจการในอนาคตอันใกล้ โจทก์จึงต้องปรับโครงสร้างขององค์การโดยกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อเลิกจ้างลูกจ้างเป็นการทั่วไปโดยเสมอภาคและสุจริต มิได้กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อกลั่นแกล้งลูกจ้างโดยเฉพาะเจาะจง แม้ลูกจ้างมิได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 กับเลิกจ้างในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับและโจทก์ยังไม่ประสบภาวะขาดทุนก็มีเหตุอันสมควรในการเลิกจ้าง และไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมนั้น

เห็นว่า โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้งห้าที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ โดยลูกจ้างดังกล่าวมิได้กระทำความผิดตามมาตรา 123(1) ถึง (5) ทั้งขณะเลิกจ้างผลประกอบการของโจทก์ก็ยังมีกำไรส่วนที่โจทก์อ้างว่าภาวะเศรษฐกิจมีผลกระทบกระเทือนต่อสถานะของโจทก์จนต้องขาดทุนและต้องปิดกิจการในอนาคตก็เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์เท่านั้น จะกระทบกระเทือนโจทก์ถึงขนาดต้องดำเนินการดังกล่าวหรือไม่ยังไม่แน่นอน ขณะโจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้งห้าจึงยังไม่มีเหตุที่โจทก์จะเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้งห้าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้วอุทธรณ์โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล คุปต์กาญจนากุล · พิมล สมานิตย์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้