Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2510/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ร้องมิใช่ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย แต่ผู้ตายได้ที่ดินมาหลังจากอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับผู้ร้องและไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการให้โดยเสน่หา ที่ดินจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายและผู้ร้องเป็นเจ้าของร่วมกัน ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของนายบุญอยู่ ลินทมิตร ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2539โดยมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องที่ 1 และต่อมาขอถอนคำร้องขอ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตผู้คัดค้านทั้งห้ายื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องที่ 1 มิใช่ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรผู้ตายกับนางตอง ลินทมิตร ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรผู้ตายกับนางสว่าง แซ่มอ ผู้คัดค้านที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรผู้ตายกับนางจำลอง ห้วยหงษ์ทอง ผู้คัดค้านที่ 5 เป็นบุตรผู้ตายกับนางสาวเกษแก้ว กิจโสภี ผู้ตายจดทะเบียนรับรองผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตร และได้รับรองโดยพฤติการณ์ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นบุตร ผู้ตายยังมีบุตรที่เกิดจากภริยาอื่นอีกหลายคน ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกโดยปิดบังทายาท ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 นางจำลองและนางสาวเกษแก้วเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องที่ 1ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 และตั้งผู้คัดค้านที่ 1ที่ 2 นางจำลอง

ห้วยหงษ์ทอง และนางสาวเกษแก้ว กิจโสภี ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายผู้ร้องที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้รับรองแล้วและผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายโดยผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้จดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตร

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 6 ได้บัญญัติถึงวิธีการและขั้นตอนการขอจดทะเบียนสมรสและการจดทะเบียนสมรสก่อนที่นายทะเบียนจะลงลายมือชื่อเป็นสำคัญในทะเบียนสมรสตามมาตรา 7 โดยมาตรา 6 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนผู้ร้องต้องลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญในทะเบียนต่อหน้านายทะเบียนและต่อหน้าพยานสองคนซึ่งต้องลงลายมือชื่อไว้ในทะเบียนในขณะนั้นด้วย..." แต่ตามทะเบียนการสมรสเอกสารหมาย ร.1 ปรากฏว่ามีลายมือชื่อพยานเพียงคนเดียว จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องที่ 1 กับผู้ตายได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน 2 คน

เมื่อผู้ร้องที่ 1 กับผู้ตายมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้ตายจึงไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนสมรสรายนี้ไม่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายเพราะเหตุนายทะเบียนมิได้ลงลายมือชื่อในทะเบียนหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี อย่างไรก็ดี แม้ผู้ร้องที่ 1 จะมิใช่ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายก็ตาม แต่ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนรับรองบุตรฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2516 ว่าผู้ตายได้อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ร้องที่ 1 จนมีบุตรที่ขอจดทะเบียนรับรองจึงเชื่อว่าผู้ตายได้อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ร้องที่ 1 มาก่อนปี 2516 แล้ว ที่ดินมรดกและรถยนต์ที่ระบุตามคำร้องผู้ตายได้มาหลังจากอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับผู้ร้องที่ 1 และไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการรับมรดกหรือได้มาโดยการให้โดยเสน่หา ที่ดินและรถยนต์ดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายและผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกัน

ถือได้ว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ผู้ร้องที่ 1 จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายได้ และผู้ร้องที่ 1 มิได้เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย จึงสมควรตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายด้วยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล คุปต์กาญจนากุล · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9317/2556

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่งอ้างเหตุเพียงประการเดียวว่า ผู้ร้องไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายในเวลาอันสมควร ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1732 บัญญัติว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6857/2553

คำว่า "ถ้ามีผู้จัดการมรดกหลายคน" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1715 วรรคสองหมายถึงผู้จัดการมรดกที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งขึ้นโดยไม่มีพินัยกรรม ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2552 (เลขอ้างอิง 504723)

ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้ ยกทรัพย์ทั้งหมดให้แก่นาง ต. ผู้เป็นมารดาเพียงผู้เดียว แต่นาง ต. มารดาผู้รับพินัยกรรมได้ถึงแก่ความตายก่อนผู้ตาย ข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่นาง ต. มารดาย่อมตกไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2551

ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรง หากทายาทที่มีสิทธิรับมรดกถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับส่วนแบ่งมรดก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 711/2545

คดีขอตั้งผู้จัดการมรดกศาลมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการตั้งและถอนผู้จัดการมรดกเท่านั้น แต่ตามคำร้องของผู้ร้องได้ความว่าผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกกับทายาทบางคนไม่สามารถตกลงแบ่งที่ดินมรดกได้ ผู้ร้องขอนำที่ด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้